OECD ประเมินไทยผ่านเกณฑ์ด้านกฎระเบียบ 78% แต่ด้านการปฏิบัติจริงอยู่ที่เพียง 11% ขณะที่ค่าเฉลี่ยประเทศ OECD อยู่ที่ 80% และ 45% ตามลำดับ
ตัวเลข 78% กับ 11% อาจดูเป็นเพียงตัวเลขสองตัว แต่เมื่อเป็นคะแนนประเมินมาตรฐานความโปร่งใสของไทย ตัวเลขนี้กำลังสะท้อนช่องว่างสำคัญของประเทศ
78% คือสัดส่วนเกณฑ์ด้านกฎระเบียบเรื่อง การป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest) ที่ไทยทำได้ ขณะที่คะแนนด้านการปฏิบัติจริงอยู่ที่เพียง 11% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย OECD ซึ่งอยู่ที่ 80% และ 45% ตามลำดับ
ภาพนี้กำลังบอกว่า การบ้านของไทยบนเส้นทาง OECD เดินทางมาถึงอีกขั้นแล้ว จากการวางกติกาไปสู่การทำให้กติกานั้นทำงานจริง
รายงาน Anti-Corruption and Integrity Outlook 2026 ของ OECD ประเมินระบบคุณธรรมและความโปร่งใสของ 62 ประเทศ พร้อมชี้ให้เห็นช่องว่างระหว่าง “ความแข็งแรงของกฎ” กับ “การนำไปปฏิบัติ” ซึ่งยังเป็นโจทย์สำคัญในหลายประเทศ สำหรับไทย ช่องว่างดังกล่าวปรากฏชัดในหลายมิติ โดยเฉพาะผลประโยชน์ทับซ้อน การล็อบบี้ และการเข้าถึงข้อมูลภาครัฐ
จากกฎหมายสู่การทำงานจริง
เส้นทางสู่ OECD จึงไม่ได้วัดเพียงจำนวนกฎหมายหรือมาตรการที่ประเทศมีอยู่ในระบบ หากพิจารณาถึงกลไกที่นำกติกาไปใช้จริง ตั้งแต่การตรวจสอบ การกำกับดูแล การเปิดเผยข้อมูล ไปจนถึงการบังคับใช้เมื่อพบความเสี่ยงหรือการกระทำผิด
ในประเด็น Conflict of Interest ไทยมีกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการแสดงบัญชีทรัพย์สินและการจัดการผลประโยชน์ทับซ้อนอยู่แล้ว ทว่า OECD ประเมินว่ากรอบกฎหมายยังขาดการนิยาม “ผลประโยชน์ทับซ้อน” ที่ครอบคลุมสถานการณ์เสี่ยงอย่างเป็นระบบ ขณะที่การปฏิบัติจริงยังห่างจากมาตรฐานที่ควรเป็น
นี่จึงเป็นโจทย์ที่ลึกกว่าการออกกฎหมายเพิ่ม เพราะสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นคือระบบตรวจสอบที่แม่นขึ้น การประเมินความเสี่ยงที่ตรงจุด และการนำมาตรการไปใช้กับผู้ดำรงตำแหน่งที่อยู่ในจุดเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ
OECD ระบุด้วยว่า แนวทางที่มีประสิทธิผลควรขยับจากระบบที่ยึดกฎเป็นหลัก ไปสู่การบริหารความเสี่ยง การวัดผล และการใช้ข้อมูลกับเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันคอร์รัปชัน
เสียงจากภาคธุรกิจ ‘ช่องว่างนี้มีต้นทุน’
ภาพจาก OECD สอดคล้องกับประสบการณ์ของภาคธุรกิจไทยที่สะท้อนผ่านผลสำรวจของคณะทำงาน Zero Corruption: กกร. และเพื่อนไม่ทน
การสำรวจผู้บริหารและตัวแทนภาคธุรกิจ 401 รายทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 26 มีนาคม–10 เมษายน 2569 พบว่า 89.1% มองว่าคอร์รัปชันเป็นอุปสรรคระดับปานกลางถึงมากที่สุดต่อการดำเนินธุรกิจ ขณะที่ 51.2% มองว่าสถานการณ์คอร์รัปชันแย่ลงเมื่อเทียบกับ 3 ปีก่อน และ 51% ระบุว่าความยุ่งยากในการติดต่อราชการเพิ่มขึ้น
เมื่อเจาะลงไปถึงประสบการณ์ตรง ตัวเลขยิ่งสะท้อนต้นทุนของระบบได้ชัดขึ้น ผู้ขออนุญาตจากหน่วยงานรัฐ 60.9% ระบุว่าเคยพบการสื่อเป็นนัยหรือร้องขอสิ่งตอบแทนในการติดต่อครั้งล่าสุด ขณะที่ 45.9% ของบริษัทระบุว่าเคยจ่ายเงิน ของขวัญ หรือผลประโยชน์เพื่ออำนวยความสะดวก และ 37.3% ระบุว่าอุตสาหกรรมของตนต้องจ่ายเงินพิเศษเพื่อให้ได้สัญญาภาครัฐ โดยค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 11–15% ของมูลค่าสัญญา
ตัวเลขเหล่านี้ทำให้ ‘การบ้าน OECD’ มีความหมายในระดับเศรษฐกิจ เพราะทุกขั้นตอนที่ซับซ้อน ดุลพินิจที่กว้าง หรือกระบวนการที่ขาดความโปร่งใส สามารถกลายเป็นต้นทุนของผู้ประกอบการ และท้ายที่สุดสะท้อนกลับไปยังความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
OECD เองมองว่า Integrity เป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ของทั้งภาครัฐและธุรกิจ เพราะช่วยสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ การแข่งขันที่เป็นธรรม และความเชื่อมั่นต่อสถาบันของรัฐ
‘ล็อบบี้’ ยังเป็นช่องว่างใหญ่
หนึ่งในการบ้านที่น่าจับตาคือ Lobbying หรือการเข้ามามีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบาย โดยการล็อบบี้ในตัวมันเองไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเรื่องผิด OECD ระบุว่าการนำเสนอข้อมูล ความรู้ และข้อเสนอจากภาคธุรกิจหรือกลุ่มต่าง ๆ สามารถช่วยให้รัฐออกแบบนโยบายที่ดีขึ้นได้ สิ่งสำคัญอยู่ที่การมีกติกาที่ทำให้กระบวนการดังกล่าวโปร่งใสและคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะ
สำหรับไทย OECD ประเมินด้านกฎระเบียบเกี่ยวกับ Lobbying อยู่ที่ 20% และด้านการปฏิบัติจริง 0% ขณะที่ค่าเฉลี่ย OECD อยู่ที่ 43% และ 38% ตามลำดับ โดยไทยยังไม่มีกฎหมายเฉพาะสำหรับกำกับกิจกรรมและผู้ทำ Lobbying รวมถึงยังไม่มีกลไกกำกับดูแลหรือจรรยาบรรณสำหรับความสัมพันธ์ระหว่างผู้กำหนดนโยบายกับผู้ที่เข้ามาผลักดันผลประโยชน์
ประเด็นนี้จึงเปิดอีกมิติของการต่อต้านคอร์รัปชัน จากภาพของ ‘สินบน’ ไปสู่การกำกับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับผู้มีส่วนได้เสีย ให้การมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายเกิดขึ้นภายใต้กติกาที่ตรวจสอบได้
เปิดข้อมูลให้เกิดพลังตรวจสอบ
อีกพื้นที่ที่ไทยยังมีช่องว่างคือ การเข้าถึงข้อมูลภาครัฐ OECD ให้คะแนนไทยด้านกฎระเบียบการเข้าถึงข้อมูลภาครัฐ 33% และการปฏิบัติจริง 42% ขณะที่ค่าเฉลี่ย OECD อยู่ที่ 72% และ 62% ตามลำดับ แม้ไทยมีการเปิดเผยข้อมูลหลายประเภท เช่น งบประมาณ การจัดซื้อจัดจ้าง ผลการเลือกตั้ง ทะเบียนบริษัท และข้อมูลที่ดิน แต่ยังมีข้อมูลสำคัญบางส่วนที่ไม่ได้เปิดเผยในระดับที่ OECD เห็นว่าควรเป็น เช่น การเปิดเผยผลประโยชน์ของเจ้าหน้าที่ ข้อเสนอร่างกฎหมายของรัฐสภา และข้อมูลเกี่ยวกับการประชุมรัฐบาลและวาระรัฐมนตรี
จุดนี้เชื่อมตรงกับข้อเสนอของ กกร. จากผลสำรวจภาคธุรกิจ ซึ่งเสนอให้รัฐเร่งใช้ E-Government และ E-Procurement เพื่อลดการพบปะระหว่างเจ้าหน้าที่กับเอกชน รวมถึงเปิดข้อมูลภาครัฐในรูปแบบ Open Data และ Open Contracting เช่น TOR ผลการประมูล และงบประมาณโครงการ เพื่อให้ตรวจสอบได้ง่ายขึ้น
เทคโนโลยีจึงเข้ามามีบทบาทในฐานะเครื่องมือเปลี่ยนระบบ จากการพึ่งพาดุลพินิจและการพบปะ ไปสู่กระบวนการที่มีร่องรอยข้อมูล ตรวจสอบย้อนหลังได้ และเปิดพื้นที่ให้หลายฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบ
การบ้านของไทยจึงอยู่ที่ ‘ผลลัพธ์’
เมื่อมองภาพรวม การบ้านของไทยบนเส้นทาง OECD เริ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ
กติกาต้องแข็งแรงขึ้นในจุดที่ยังขาด
การบังคับใช้ต้องเกิดผลในจุดที่มีอยู่แล้ว
ข้อมูลต้องเปิดกว้างขึ้นเพื่อสร้างการตรวจสอบ
และความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับภาคธุรกิจต้องอยู่บนกติกาที่โปร่งใส
หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การทำให้มาตรฐานเหล่านี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานจริงในระบบเศรษฐกิจ
เพราะในมุมของภาคธุรกิจ ความโปร่งใสไม่ได้อยู่ไกลจากเรื่องต้นทุน การลงทุน หรือการแข่งขันเลย กกร. ระบุชัดว่าปัญหาคอร์รัปชันเป็นต้นทุนเชิงโครงสร้างที่กระทบสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ขณะที่ OECD มองว่า Integrity ที่มีประสิทธิภาพเป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตและการแข่งขันที่เป็นธรรม
จาก EP.01 ที่พาไปเห็นว่า เหตุใดคอร์รัปชันจึงกลายเป็นโจทย์เศรษฐกิจ และ EP.02 ที่พาไปดู สิ่งที่รัฐบาลเริ่มขยับบนเส้นทาง OECD การบ้านใน EP.03 จึงชัดขึ้นในอีกระดับ
ประเทศไทยมีโจทย์ที่ต้องปิดช่องว่างอีกหลายด้าน ตั้งแต่กติกา การบังคับใช้ ข้อมูล ไปจนถึงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับภาคธุรกิจ
และเมื่อการเดินทางสู่ OECD เดินมาถึงช่วงที่ต้องพิสูจน์ ‘ผลลัพธ์’ มากขึ้น บทเรียนสำคัญจึงอยู่ที่ประเทศซึ่งเคยเผชิญโจทย์ลักษณะเดียวกัน แล้วสามารถเปลี่ยนกติกาให้กลายเป็นระบบที่ทำงานได้จริง
EP.04 จึงจะพาไปดูว่า ประเทศที่สอบผ่าน OECD เขาทำอย่างไร




