“ไทยมีกฎหมายเยอะ แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่มีกฎหมายมากเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่กฎหมายบางส่วนไม่ทันโลก บังคับใช้ไม่เต็มประสิทธิภาพ สร้างขั้นตอนที่ไม่จำเป็น และการตั้งเป้าหมายเดินหน้าเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD ภายใน 2 ปี ไม่ได้หมายความว่า ปลายทางไทยจะเข้า OECD ได้หรือไม่ หรือได้เมื่อไร แต่เชื่อว่าระหว่างทางทุกก้าวคือคุณภาพชีวิตของคนไทยจะดีขึ้น”
นี่คือ มุมมองของ รศ.ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ที่ให้ความเห็นผ่านรายการ Thailand NEXT ถึงเบื้องหลังและโจทย์หินที่ประเทศไทยต้องก้าวข้าม เพื่อยกระดับประเทศอย่างแท้จริง
เพราะสำหรับ รศ.ดร.อิสระ มองว่าการเข้าสู่ OECD ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงการทำการบ้านเพื่อให้ผ่านเกณฑ์ขององค์กรระหว่างประเทศ แต่ควรใช้เป็น “แรงผลัก” ในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ประเทศไทยเผชิญมานาน และหนึ่งในโจทย์ใหญ่ที่สุด คือ กฎหมาย
กฎหมายไทยติดหล่ม 3 ปัจจัย: มากเกินไป-ล้าหลัง-บังคับใช้ไม่ได้ผล
รศ.ดร.อิสระ ระบุว่า กฎหมายไม่ได้เป็นอุปสรรคโดยตัวมันเอง แต่ปัญหาของไทยไม่ได้อยู่ที่คุณภาพของข้อกฎหมายเป็นหลัก หากแต่อยู่ที่ 3 ปัจจัยสำคัญ:
- ปัญหาการบังคับใช้กฎหมาย: ข้อบังคับจำนวนมากไม่สามารถนำมาปฏิบัติตามมาตรฐานสากลได้อย่างจริงจัง
- จำนวนกฎหมายมหาศาล: ไทยมี พ.ร.บ. กว่า 1,000 ฉบับ และกฎหมายลูกหรือกฎกระทรวงอีกกว่า 100,000 ฉบับ ส่งผลให้เกิดกระบวนการขออนุญาตหลายพันขั้นตอน กลายเป็นช่องทางเปิดให้เกิดการใช้ดุลพินิจและการทุจริตคอร์รัปชัน
- กฎหมายล้าหลังไม่ทันโลก: ตัวอย่างเช่น พ.ร.บ.องค์การเภสัชกรรม ตราขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2509 หรือ พ.ร.บ.ควบคุมการขอทาน/การบริจาคเงิน ที่ใช้มาตั้งแต่ พ.ศ. 2487 ซึ่งไม่สอดคล้องกับบริบทเทคโนโลยีและสังคมปัจจุบัน เพราะถ้าหากกฎหมายเดินช้ากว่าเทคโนโลยี เศรษฐกิจและสังคม กฎหมายอาจกลายจาก ‘เครื่องมือ’ สนับสนุนการพัฒนา เป็น ‘ข้อจำกัด’ โดยไม่ตั้งใจ
3 ภารกิจหลักสถาบันพระปกเกล้า หนุนไทยก้าวสู่ OECD
อีกหนึ่งโจทย์ที่สำคัญไม่แพ้ตัวบทคือ การบังคับใช้กฎหมาย รศ.ดร.อิสระ มองว่าหากประเทศไทยต้องการยกระดับมาตรฐานให้สอดคล้องกับ OECD การแก้กฎหมายเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะสุดท้ายแล้วกฎหมายจะสร้างผลลัพธ์ได้ ก็ต่อเมื่อถูกนำไปใช้จริงอย่างมีประสิทธิภาพและเท่าเทียม
นั่นทำให้การปฏิรูปต้องขยายจากตัวบทกฎหมายไปสู่ระบบราชการและกระบวนการทำงานของรัฐ ฝ่ายนิติบัญญัติ จึงมีบทบาทมากกว่าการออกกฎหมาย แต่ยังต้องตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร เพื่อให้กฎหมายที่ผ่านสภาแล้วสามารถเกิดผลในทางปฏิบัติ
เพื่อปลดล็อกการเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายใต้ระเบียบรัฐสภา สถาบันพระปกเกล้าในฐานะองค์กรวิชาการได้ขับเคลื่อน 3 ด้านสำคัญ:
- การปฏิรูปกฎหมาย: ยกเลิกกฎหมายล้าหลัง ปรับลดกระบวนการอนุมัติ-อนุญาตที่ไม่จำเป็น เพื่อลดต้นทุนและขจัดการทุจริต
- การปฏิรูประบบราชการแผ่นดัน: ใช้อำนาจตรวจสอบผ่านกลไกกรรมาธิการรัฐสภา เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพ
- การสร้างการรับรู้ให้กับประชาชน: สร้างความเข้าใจในกติกาใหม่ เช่น การบริหารจัดการขยะตามมาตรฐาน OECD หรือการจัดเก็บภาษี เพื่อให้ประชาชนพร้อมรับช่วงเปลี่ยนผ่าน
เพราะการปฏิรูปที่เกิดขึ้นในรัฐสภาหากไม่สามารถสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจได้ก็อาจจะกลายเป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงบนกระดาษเท่านั้น
โจทย์ใหญ่ที่ต้องแก้ให้ผ่านด่าน OECD
- ภาคีต่อต้านการให้สินบน (Anti-Bribery Convention): ด่านบังคับแรกที่ไทยต้องผ่าน โดยต้องเร่งแก้กฎหมายหลักเกี่ยวกับ ป.ป.ช. 3 ฉบับ ซึ่งปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวกฎหมาย แต่คือความเด็ดขาดในการบังคับใช้
- ยกมาตรฐานจัดการขยะ: ปัจจุบันไทยมีสถานที่กำจัดขยะกว่า 2,000 แห่ง แต่มีเพียง 90 แห่งเท่านั้นที่ได้มาตรฐาน OECD ประชาชนจึงต้องเริ่มปรับพฤติกรรมจากการแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง
- ดึง SME และธุรกรรมเข้าสู่ระบบภาษี: ลดปัญหาการทำบัญชีสองเล่มและการใช้เงินสดนอกระบบ เพื่อให้เกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรม
ปลายทางของการเป็นสมาชิก OECD เป็นประโยชน์ที่เราต้องการก็จริง แต่การเดินทางทุกก้าวที่ทำอยู่เป็นการยกระดับชีวิตของคนไทยทั้งประเทศ แม้ว่าในอีก 2 ปีจะเข้าได้หรือไม่ก็ตาม
— รศ.ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ
รศ.ดร.อิสระ ทิ้งท้ายว่า การเข้าสมาชิก OECD จะช่วยดัน GDP ไทยเพิ่มขึ้นราว 2% และเปิดประตูสู่ตลาด 38 ประเทศสมาชิก ซึ่งคิดเป็น 60% ของมูลค่าการส่งออกไทย แม้เป้าหมาย 2 ปีจะท้าทายอย่างยิ่ง แต่หากทุกภาคส่วนทั้ง รัฐ สภา และประชาชน ร่วมมือกัน ไทยจะสามารถก้าวพ้นจาก "กับดักรายได้ปานกลาง" และ "วงจรการทุจริตคอร์รัปชัน" ได้อย่างยั่งยืน




