ยกนิติธรรมไทย รัฐ-เอกชนผนึก สร้างเชื่อมั่นโลก

19 ธ.ค. 2568 - 11:15

  • TIJ ผนึก WJP-กกร. ดันหลักนิติธรรมไทยสู่มาตรฐานสากล

  • ชี้ Rule of Law คือฐานความเชื่อมั่นเศรษฐกิจ-การลงทุน-แข่งขัน

  • หนุนเป้าหมายเข้า OECD ลดต้นทุนแฝง เพิ่มความโปร่งใส

ยกนิติธรรมไทย รัฐ-เอกชนผนึก สร้างเชื่อมั่นโลก

ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่เผชิญความไม่แน่นอน ทั้งสงครามการค้า ภูมิรัฐศาสตร์ และความผันผวนของตลาดการเงิน ‘ความเชื่อมั่น’ กลายเป็นสินทรัพย์สำคัญของประเทศ ไม่ต่างจากเงินทุนหรือเทคโนโลยี โดยเฉพาะสำหรับประเทศไทยที่กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง และการก้าวสู่มาตรฐานสากลในเวทีโลก ภาพลักษณ์ด้านธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และหลักนิติธรรม จึงเป็นปัจจัยชี้ขาดต่อการตัดสินใจของนักลงทุนและความไว้วางใจของประชาชน

ในจังหวะดังกล่าว สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ประกาศความร่วมมือกับ World Justice Project (WJP) และ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ผนึกพลังภาครัฐ-เอกชน ขับเคลื่อนการยกระดับ ‘หลักนิติธรรม’ ของไทยอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบกฎหมายในประเทศ ควบคู่กับการเสริมภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในสายตานานาชาติ และกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD

thailand-rule-of-law-confidence-oecd-economy-SPACEBAR-Photo02.jpg

ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนความพยายามผลักดันหลักนิติธรรมให้เป็นมากกว่านโยบายบนกระดาษ แต่เป็น ‘วัฒนธรรมทางกฎหมาย’ ที่หยั่งรากในสังคมไทย โดยอาศัยข้อมูลและมาตรฐานสากลจาก WJP ผสานกับเสียงสะท้อนจากภาคธุรกิจที่เผชิญต้นทุนจริงจากกติกาที่ไม่ชัดเจน ไม่เป็นธรรม และคาดการณ์ไม่ได้

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ประธานกรรมการ TIJ ระบุว่า หลักนิติธรรมคือรากฐานของความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจโลกผันผวน นักลงทุนให้ความสำคัญกับเสถียรภาพของกติกา ระบบยุติธรรมที่โปร่งใส และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม พร้อมย้ำว่า การปฏิรูปเชิงสถาบันด้านหลักนิติธรรม เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ OECD ใช้ประเมินความพร้อมของประเทศสมาชิก

ด้าน World Justice Project ชี้ว่า จากดัชนีหลักนิติธรรมปี 2568 ประเทศไทยยังรักษาคะแนนภาพรวมไว้ที่ 0.50 ท่ามกลางแนวโน้มถดถอยของหลักนิติธรรมทั่วโลก โดยมีจุดแข็งด้านความสงบเรียบร้อยและความเชื่อมั่นต่อสถาบันตุลาการ อย่างไรก็ดี ยังมีความท้าทายสำคัญ ทั้งประสิทธิภาพกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ปัญหาการเลือกปฏิบัติ และอุปสรรคเชิงโครงสร้างจากขั้นตอนการอนุญาตของภาครัฐ ซึ่งกลายเป็นต้นทุนแฝงของเศรษฐกิจไทย

ฝั่งภาคเอกชน ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธาน กกร. ระบุว่า Rule of Law และ Level Playing Field เป็นเงื่อนไขพื้นฐานของการตัดสินใจลงทุน ภาคธุรกิจไม่ได้กังวลต่อการมีกฎระเบียบ แต่กังวลต่อกติกาที่ไม่ชัดเจน ไม่เสมอภาค และไม่สามารถคาดการณ์ได้ พร้อมสะท้อน 3 ปัญหาหลัก ได้แก่ การบังคับใช้กฎหมายไม่เป็นมาตรฐานเดียวกัน กระบวนการอนุญาตที่ซับซ้อน และการแข่งขันที่ไม่เท่าเทียม โดยเฉพาะต่อ SMEs และธุรกิจใหม่

ขณะที่ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และ สมาคมธนาคารไทย เห็นตรงกันว่า หลักนิติธรรมไม่ใช่เรื่องเชิงอุดมคติ แต่เป็น ‘โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ’ ที่ส่งผลโดยตรงต่อการลงทุน การเติบโต และเสถียรภาพระบบการเงิน โดยเฉพาะในบริบทที่ไทยมุ่งสู่การเป็นสมาชิก OECD ซึ่งให้ความสำคัญกับธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม

ทั้งนี้ ความร่วมมือ TIJ-WJP-กกร. จะนำไปสู่การผลักดัน Rule of Law Policy Framework ในระดับประเทศ ทำหน้าที่เป็น ‘เข็มทิศนโยบาย’ ที่มีความต่อเนื่องข้ามการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม ตรวจสอบได้ และวัดผลได้จริง เพื่อสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจและสังคมที่โปร่งใส เป็นธรรม และยั่งยืน

ในวันที่ความเชื่อมั่นกลายเป็นตัวแปรสำคัญของการเติบโต ความเข้มแข็งของหลักนิติธรรมจึงไม่ใช่เพียงภาพลักษณ์ แต่คือ ‘แต้มต่อเชิงโครงสร้าง’ ที่จะกำหนดอนาคตเศรษฐกิจไทยบนเวทีโลก

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์