เอกชนชง 6 ข้อเร่งด่วน เสนอรัฐ ก่อนส่งออกไทยเสี่ยงพัง 9 แสนล้าน หลังเจอภาษีทรัมป์ 36%

16 ก.ค. 2568 - 18:40

  • “ภาษีทรัมป์” ไม่ใช่แค่ภาษี – แต่เป็นเครื่องมือกดดันนโยบายเศรษฐกิจ!

  • ถ้าไทยยกเว้นภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ 0% เช่น หมู ไก่ เนื้อ จะกระทบเกษตรกร 2 ล้านครัวเรือน

  • ส่งออกไทยเสี่ยงหาย 9 แสนล้าน GDP เสี่ยงทรุด-แรงงานเสี่ยงตกงาน

เอกชนชง 6 ข้อเร่งด่วน เสนอรัฐ ก่อนส่งออกไทยเสี่ยงพัง 9 แสนล้าน หลังเจอภาษีทรัมป์ 36%

ดร.ธนิต โสรัตน์ ประธานกรรมการบริษัทในเครือ V-SERVE GROUP และรองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย เปิดเผยว่า สถาบันวิชาการวี-เซิร์ฟ ได้จัดทำโพลสำรวจผู้ประกอบการส่งออกจากกรณี ภาษีทรัมป์ ร้อยละ 36 จากกลุมตัวอย่าง 179 ราย พบว่ามีผู้ประกอบการร้อยละ 42 ได้รับผลกระทบ โดยในจำนวนนี้ได้รับผลกระทบปานกลางไปจนถึงระดับรุนแรงคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 61 ของกลุ่มตัวอย่าง

สถาบันวิชาการวี-เซิร์ฟ ได้จัดทำแบบสำรวจผู้ส่งออก ซึ่งได้รับผลกระทบจากการขึ้นอัตราภาษีร้อยละ 36 ของสหรัฐฯ โดยมีการทำ 2 ช่วง ล่าสุดได้มีการจัดทำโพลแบบสำรวจระหว่างวันที่ 8 – 14 กรกฎาคม 2568 มีผู้ส่งออกตอบแบบสำรวจรวมกัน 179 ราย ประกอบด้วย 17 คลัสเตอร์อุตสาหกรรม ภาพรวมพบว่ากลุ่มตัวอย่างได้รับผลกระทบหากมีการปรับขึ้นภาษีทรัมป์ในอัตราร้อยละ 36 หรือสูงกว่าประเทศเวียดนาม 

เมื่อสอบถามเกี่ยวกับยอดขาย ในภาพรวมผู้ประกอบการร้อยละ 58 ยอมรับว่ายอดขายไม่ได้รับผลกระทบ ส่วนที่เหลือร้อยละ 42 ยอมรับว่าได้รับผลกระทบจากกรณีภาษีทรัมป์ โดยลักษณะของผลกระทบส่วนใหญ่ คือ ถูกผลักภาระค่าภาษีจากผู้ซื้อ/วัตถุดิบ-ค่าแรงสูงขึ้น

รองลงมาคือ แนวโน้มคำสั่งซื้อลดลงกระทบต่อยอดขายการแข่งขันในตลาดอื่นๆ รุนแรง ราคาค่า Sea Freight สูง/ผันผวน และสินค้าเวียดนามเข้ามาแย่งตลาดใน USA

สำหรับข้อกังวลของผู้ส่งออกจากมาตรการ “Reciprocal Tariffs” ของสหรัฐฯ พบว่ามีด้วยกัน 8 ประเด็นสำคัญ ดังนี้

1)    การขึ้นภาษีทำให้ต้นทุนสินค้าของสหรัฐอเมริกาสูงขึ้น ช่วงที่ผ่านมาผู้นำเข้ามีการกดดันต่อรองด้านราคาและ/หรือให้ช่วยรับภาระค่าภาษี กระทบต้นทุนของผู้ส่งออกไทยทำให้ผู้ส่งออกต้องแบกภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น

2)    ราคาสินค้าในสหรัฐฯ เริ่มมีการปรับตัวสูง กระทบการบริโภคในประเทศลดลงหากหลังวันที่ 1 สิงหาคม ประเทศผู้นำเข้าส่วนใหญ่ยังไม่สามารถตกลงด้านการลดภาษีนำเข้าจะกระทบต่อราคาสินค้าในตลาดอเมริกาให้สูงมากและกระทบผู้นำเข้าต้องหาเงินทุนหมุนเวียนในการจ่ายภาษีมากขึ้น

3)    เริ่มเห็นสัญญานการลดลงของออเดอร์ส่งออกโดยเฉพาะคำสั่งซื้อระยะยาวที่ลดลงอย่างเป็นนัย ความกังวลของผู้ส่งออกหากยังคงอัตราภาษีร้อยละ 36 ผู้ประกอบการอยู่ไม่ได้ พบว่าออเดอร์จากสหรัฐฯ เริ่มไหลไปเวียดนามที่มีอัตราภาษีต่ำกว่าไทยและต้นทุนโดยรวมต่ำกว่าไทย

4)    ช่วงตั้งแต่เดือนกรกฎาคมกำลังการผลิตของผู้ส่งออกเริ่มลดลงและจะรุนแรงมากขึ้นหลังพ้นกำหนดผ่อนผันด้านภาษี กำลังการผลิตที่ลดลงมาจากตัวเลขส่งออกที่ลดลงกระทบเป็นลูกโซ่ในโซ่อุปทานทั้งอุตสาหกรรมที่สนับสนุนการส่งออกตลอดจนภาคโลจิสติกส์และขนส่ง

5)    ผู้ส่งออกดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด เนื่องจากแนวโน้มออเดอร์สั่งซื้อที่ลดลงทำให้ “Overhead Cost” สูงขึ้น มีการลดค่าใช้จ่าย เช่น ค่าไฟฟ้า การต่อรองราคาวัตถุดิบในประเทศ

6)    การแข่งขันในตลาดอื่นนอกสหรัฐอเมริกามีความรุนแรง เนื่องจากทุกประเทศได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีของปธน.ทรัมป์ทำให้ผู้ส่งออกของประเทศต่างๆ ล้วนหันไปหาตลาดทดแทนการส่งออกไปสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้มีการแข่งขันด้านราคาอย่างรุนแรงการหาตลาดใหม่จึงไม่ใช่เรื่องง่าย

7)    ความผันผวนของราคาค่าระวางเรือ โดยเฉพาะที่มาจากสหรัฐอเมริกามีความผันผวนและไม่แน่นอน เช่น ค่าระวางเรือมาจากท่าเรือลอสแองเจลิสราคาตู้ละประมาณ 638 USD/TEU ขณะที่ตู้ Reefer Container หรือตู้แช่แข็งราคา 4,300 USD/TEU

8)    อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทแข็งค่าในช่วง  6 เดือนครึ่งของปี 2568 แข็งค่า 1.286 บาท/USD หรือแข็งค่าประมาณร้อยละ 3.75 (บางช่วงแข็งค่าถึงร้อยละ 4.8) ทำให้แข่งขันด้านราคาได้ยาก

6 ข้อเร่งด่วนของเอกชนเสนอให้ภาครัฐแก้ไข

1)    ให้ตระหนักถึงปัญหาและผลกระทบที่มีต่อผู้ส่งออกและโซ่อุปทาน โดยให้เผยแพร่ข้อมูลที่ชัดเจนเพื่อให้ผู้ส่งออกมีการเตรียมตัวและใช้ในการวิเคราะห์สถานะของธุรกิจ ปัจจุบันผู้ประกอบการใช้ข้อมูลที่ได้รับฟังจากสื่อหรือนักวิชาการอาจไม่ตรงข้อเท็จจริงทำให้นำมาวิเคราะห์ได้ไม่ตรงจุด

2)    จากมาตรการป้องกันการสวมสิทธิสินค้าไปสหรัฐอเมริกา ทำให้มีผลกระทบทางอ้อมในการออกเอกสารต่างๆ ล่าช้าโดยเฉพาะใบรับรองแหล่งกำเนิด (C/O : Certificate of Origin) โดยเฉพาะที่ออกจากกรมการค้าต่างประเทศจากเดิม 1 วันเพิ่มเป็น 3 วัน (ส่วนหนึ่งอาจเป็นผลมาจากการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ Smart One) นอกจากนี้ข้อเสนอใหม่ในการเพิ่ม Local Content ซึ่งส่วนใหญ่เดิมร้อยละ 40 เป็นร้อยละ 60 – 70 จะกระทบผู้ประกอบการ BOI ที่ได้รับมาก่อนหน้านี้หรือไม่

3)    การเจรจาของ “Thailand Team” ขอให้ดำเนินการเจรจาให้เสร็จก่อนช่วงเดดไลน์ (1 ส.ค.68) หากภาษีอัตราร้อยละ 36 ผู้ประกอบการส่งออกของไทยโดยเฉพาะที่ค้าขายในสหรัฐอเมริกาในสัดส่วนที่สูงอาจอยู่ไม่ได้กระทบต่อการจ้างงาน อัตราภาษีต้องไม่สูงกว่าเวียดนามซึ่งเป็นคู่แข่งที่สำคัญจากข้อมูลล่าสุดที่ยังคงอยู่ที่อัตราร้อยละ 20 ระยะยาวจะกระทบไปถึงการลงทุนจะไหลไปเวียดนาม ประเด็นเร่งด่วนคือการแก้ปัญหาการสวมสิทธิ “Made in Thailand” ซึ่งสินค้าเข้ามาในแบบ Transshipment และเข้ามาสวมสิทธิในเขต Free Zone ตลอดจนการนำสินค้าแบบกึ่งสำเร็จรูปหรือสำเร็จรูปแล้วน็อคดาวน์เข้ามาในประเทศเพื่อประกอบเล็กๆ น้อยๆ แล้วส่งออกไป USA

4)  มาตรการเยียวยาช่วยเหลือผู้ส่งออก ซึ่งรัฐบาลระบุว่าจะมีเงินเสริมสภาพคล่อง
2 แสนล้านบาท ต้องครอบคลุมทั้งโซ่อุปทานได้แก่ อุตสาหกรรมและภาคบริการที่สนับสนุนการส่งออกถึงแม้ว่าอัตราดอกเบี้ยเพียงร้อยละ 0.1 โดยรัฐบาลชดเชยอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2.0 หากมาตรการนี้คงให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยในรูปแบบเดิมๆ จะทำไม่ได้เนื่องจากผู้ส่งออกที่ได้รับผลกระทบยอดขายลดลงสถาบันการเงินไม่กล้าปล่อยสินเชื่อ จำเป็นที่รัฐบาลจะต้องมีการตั้งเป็นกองทุนหรือมีมติครม.ให้แบงค์รัฐเป็นผู้พิจารณาเป็นกรณีพิเศษ

5)    มาตรการภาษีสูงร้อยละ 36 จะมีผลกระทบมากกับหลายอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมผลิตปลาทูน่า อาหารทะเลแปรรูปและแช่แข็ง เครื่องปรับอากาศ ถุงมือยางและผลิตภัณฑ์จากยางพารา ไม้ยางแปรรูป

6)    ขอให้กระทรวงพาณิชย์ช่วยให้มีการจัดหาตลาดส่งออกใหม่ๆ ให้กับผู้ประกอบการเนื่องจากผู้ประกอบการส่งออกโดยเฉพาะ SMEs ขาดกำลังทรัพย์ที่จะเดินทางไปเปิดตลาดใหม่ๆ ด้วยตนเอง

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์