ดีลภาษีสหรัฐ 19% ไทยรอดศึกหนึ่ง แต่ยังไม่รอดทั้งหมด

1 ส.ค. 2568 - 16:28

  • ไทยเจรจาสำเร็จ ลดภาษีนำเข้าสหรัฐฯ เหลือ 19% เท่าคู่แข่งอาเซียน

  • SMEs แบกรับต้นทุนหนัก เสี่ยงลดจ้างงาน-หยุดขยาย

  • นักเศรษฐศาสตร์ชี้ รัฐต้องเร่งเยียวยา-ปรับโครงสร้างสู้ศึกการค้าโลก

ดีลภาษีสหรัฐ 19% ไทยรอดศึกหนึ่ง แต่ยังไม่รอดทั้งหมด

การที่สหรัฐอเมริกาประกาศปรับอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยอยู่ที่ 19% แม้จะไม่ใช่เงื่อนไขที่ดีที่สุด แต่ก็ถือเป็น ‘ดีลที่ช่วยต่อลมหายใจ’ ให้ผู้ส่งออกไทย ยังพอรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ ได้ต่อไป ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจโลกที่เปราะบางและการแข่งขันจากประเทศเพื่อนบ้านที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ

จากบทความพิเศษของ ดร.ธนิต โสรัตน์ ประธานสภาที่ปรึกษาเพื่อพัฒนาแรงงานแห่งชาติ และรองประธานสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย ระบุว่า การเจรจาภาษีตอบโต้ขาดดุลการค้า (Reciprocal Tariffs) ที่กินเวลานานกว่า 4 เดือน ได้ข้อยุติในคืนสุดท้ายก่อนเส้นตาย โดยไทยเจรจาลดจากอัตราเดิม 36% เหลือเพียง 19% ซึ่งเป็นระดับเดียวกับคู่แข่งในภูมิภาคอย่าง มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และกัมพูชา ขณะที่เวียดนามอยู่ที่ 20% ส่วนประเทศที่เจรจาไม่สำเร็จ ต้องเผชิญอัตราภาษี 30–40%

ดีลนี้แม้จะแลกมาด้วยเงื่อนไขจากฝ่ายไทยที่ยังไม่มีการเปิดเผยอย่างชัดเจนทั้งหมด แต่ก็ถือว่าจำเป็น เพราะหากไม่สามารถลดอัตราภาษีลงได้ จะกระทบต่อยอดส่งออกกว่า 1.9 ล้านล้านบาทต่อปี ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึง 10.4% ของ GDP ไทย

แต่...อะไรคือความเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง?

แม้อัตรา 19% จะยังทำให้ไทยแข่งขันได้ในตลาดสหรัฐฯ แต่ผลกระทบเชิงลึกโดยเฉพาะต่อผู้ส่งออกขนาดกลางและเล็ก (SMEs) ยังต้องจับตา เพราะหลายรายมี กำไรสุทธิ (Net Profit) เพียง 5–6% การแบกรับภาษีที่เพิ่มขึ้นแม้เพียงครึ่งเดียวก็แทบจะไม่มีมาร์จินเหลือให้ทำธุรกิจต่อได้

นอกจากนี้ การสำรวจผลกระทบโดย ศูนย์วิจัยและนวัตกรรมแรงงาน ในเดือนมิถุนายน 2568 พบว่า จากกลุ่มตัวอย่าง 945 กิจการที่ทำการสำรวจ มีถึง 74% ระบุว่าได้รับผลกระทบจากภาษีระดับสูงอย่างรุนแรง ขณะที่ 6% ระบุว่าอาจถึงขั้น เลิกจ้างแรงงาน โดยกลุ่มเสี่ยงสูงที่สุดคือ แรงงานสูงอายุ และแรงงานที่มีค่าจ้างสูง

ผู้บริโภคสหรัฐฯ จะเจ็บสะท้อนกลับ - แต่ไทยต้องระวังผลลัพธ์ลามกลับเอง

ภาษีนำเข้าในสหรัฐฯ แม้จะตั้งเป้ากดดันประเทศคู่ค้า แต่สุดท้ายภาระนี้จะตกอยู่ที่ผู้บริโภคในประเทศตะวันตกเอง อย่างไรก็ดี ดร.ธนิต เตือนว่า แม้สินค้าสต็อกเก่าจะยังใช้ภาษีอัตราเดิม แต่หลังจากเดือนกันยายนไป ราคาสินค้านำเข้าใหม่จะสะท้อนต้นทุนจริงที่มีภาษี 19% ทำให้ต้นทุนสินค้าไทยในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

หากการจับจ่ายชะลอลง ผู้ค้าสหรัฐฯ ก็อาจลดคำสั่งซื้อ ซึ่งสุดท้ายผลกระทบจะย้อนกลับมาสู่ภาคการผลิตของไทย โดยเฉพาะสินค้าอุตสาหกรรมแรงงานเข้มข้น เช่น สิ่งทอ อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอัญมณี

ต้องเร่งเยียวยาจุดเสี่ยง - รัฐอย่าเพียงแค่ ‘ต่อเวลา’ ให้ผู้ประกอบการ

จากดีลที่ได้มา ต้องยอมรับว่าไทยเจรจาได้ดีที่สุดเท่าที่เงื่อนไขโลกปัจจุบันจะเปิดทางให้ แต่หลังจากนี้ รัฐบาลไทยต้องไม่หยุดแค่การเจรจา เพราะการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันให้ต่อเนื่อง ต้องมาพร้อมการวาง มาตรการเยียวยาและปรับตัว อย่างจริงจัง โดยเฉพาะ
• ช่วยเหลือผู้ส่งออก SMEs ในการลดต้นทุน หรือสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียน
• วางมาตรการดูแลแรงงานในอุตสาหกรรมส่งออก เช่น กองทุนรักษาการจ้างงาน
• เร่งเจรจา FTA กับประเทศศักยภาพอื่นๆ เพื่อกระจายความเสี่ยง
• พัฒนาโครงสร้างต้นทุนในประเทศ ทั้งระบบโลจิสติกส์และพลังงาน เพื่อช่วยให้สินค้าส่งออกมีต้นทุนที่แข่งขันได้

แนะผู้ประกอบการ...ต้องกล้า ‘ลงทุนในความเปลี่ยนแปลง’

ดร.ธนิต ทิ้งท้ายในบทความว่า วันนี้ผู้ประกอบการไทยต้องปรับตัวและลงทุนเพื่ออยู่รอดในยุคที่การค้าโลกไม่เป็นธรรม การพึ่งพาตลาดเดิมไม่อาจรับประกันความมั่นคง รัฐจึงต้องเป็นผู้ช่วยผลักดันและค้ำจุนอย่างมีเป้าหมาย มิใช่แค่ ‘ดับไฟเฉพาะหน้า’ เพราะถึงแม้ดีลภาษี 19% จะต่อลมหายใจได้ชั่วคราว แต่การสร้างอนาคตไทยให้ยืนได้ระยะยาว ต้องมีมากกว่าการต่อเวลา

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์