หลังจากการต่อสู้ทางกฎหมายที่ยืดเยื้อมานาน TikTok ได้ตั้งกิจการร่วมทุนใหม่ในสหรัฐอเมริกา โดยให้ผู้ถือหุ้นสัญชาติอเมริกันเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจในสหรัฐต่อไป และหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากการถูกสั่งแบน เนื่องจากประเด็นความเป็นเจ้าของโดยบริษัทจีน อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ใช้งานกว่า 200 ล้านคนในสหรัฐ ยังไม่ชัดเจนว่าประสบการณ์ใช้งานจะเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยเพียงใด
ผลกระทบต่อผู้ใช้งาน
ผู้ใช้ TikTok ในสหรัฐไม่จำเป็นต้องดาวน์โหลดแอปใหม่ แต่จะถูกแจ้งให้ยอมรับเงื่อนไขการให้บริการฉบับใหม่ ซึ่งครอบคลุมถึงการเก็บและใช้ “ข้อมูลตำแหน่งประเภทใหม่” ประเด็นหลักที่ทำให้รัฐบาลสหรัฐกังวล คืออัลกอริทึมอันทรงพลังของ TikTok ซึ่งสมาชิกรัฐสภาเกรงว่าอาจถูกทางการจีนใช้เป็นเครื่องมือด้านข้อมูลหรือการโฆษณาชวนเชื่อ
ฝ่ายผู้ถือหุ้นใหม่ของ TikTok ระบุว่า จะมีการ “ฝึกอัลกอริทึมใหม่” แต่ยังไม่ชัดเจนว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะส่งผลต่อการแสดงคอนเทนต์ของผู้ใช้อย่างไร โดย TikTok ยืนยันว่า ผู้ใช้ในสหรัฐจะยังคงได้รับ “ประสบการณ์ TikTok ระดับโลก” หมายถึงครีเอเตอร์อเมริกันยังสามารถเข้าถึงผู้ชมทั่วโลก และธุรกิจยังดำเนินงานในระดับสากลได้
คำถามเรื่องอัลกอริทึมและการควบคุม
อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องอัลกอริทึมเฉพาะในสหรัฐยังคงเป็นข้อสงสัย เจนนิเฟอร์ ฮัดเดิลสตัน นักวิจัยจากสถาบันคาโต ในนครวอชิงตัน ระบุว่า ยังมีคำถามว่าโครงสร้างใหม่จะทำงานเชื่อมโยงกับ TikTok เวอร์ชันประเทศอื่นๆ อย่างไร พร้อมตั้งข้อสังเกตถึง “อิทธิพลที่รัฐบาลสหรัฐอาจเข้ามามีต่ออัลกอริทึม” และความกังวลด้านเสรีภาพในการแสดงออกที่อาจตามมา
หนึ่งในนักลงทุนรายใหญ่ของกิจการใหม่นี้คือ แลร์รี เอลลิสัน มหาเศรษฐีด้านเทคโนโลยี ซึ่งก่อนหน้านี้ยังสนับสนุนเงินทุนให้ เดวิด เอลลิสัน บุตรชาย ในการเข้าซื้อกิจการพาราเมาท์ รวมถึงความพยายามเข้าซื้อวอร์เนอร์ บราเธอร์ส ซึ่งอาจทำให้ตระกูลเอลลิสันมีอิทธิพลต่ออุตสาหกรรมสื่อสหรัฐในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ผลกระทบต่อธุรกิจและความปลอดภัยแห่งชาติ
มินดา สไมลีย์ นักวิเคราะห์จากอีมาร์เก็ตเตอร์ ระบุว่า TikTok ยังคงได้รับความนิยมสูงในสหรัฐ แต่กำลังเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะจาก Instagram Reels ขณะที่อัลกอริทึมซึ่งเคยเป็นจุดขายสำคัญเมื่อราว 5 ปีก่อน ปัจจุบันไม่ได้แตกต่างจากคู่แข่งมากนัก
ด้านความมั่นคงและสิทธิส่วนบุคคล เคต รูน จากศูนย์เพื่อประชาธิปไตยและเทคโนโลยี ระบุว่า ข้อตกลงครั้งนี้ “ไม่ได้ช่วยยกระดับความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ และไม่ได้เพิ่มความมั่นคงแห่งชาติแต่อย่างใด” โดยปัจจุบัน ByteDance ถือหุ้นใน TikTok ต่ำกว่า 20% ส่วนที่เหลือเป็นของนักลงทุนอเมริกันหลายราย
อย่างไรก็ตาม จอห์น มูลเลนาร์ ประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ จากพรรครีพับลิกัน ยืนยันว่าจะติดตามและกำกับดูแลข้อตกลงดังกล่าวอย่างใกล้ชิด ซึ่งสะท้อนว่ายังอาจมีแรงกดดันและความท้าทายทางการเมืองตามมาในอนาคต




