ไกรลาภ โตทับเที่ยง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายผลิต บริษัทกว้างไพศาล จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารกระป๋องแบรนด์ ‘ปุ้มปุ้ย’ อ.เมือง จ.ตรัง เปิดเผยว่า ทางบริษัทฯ ได้เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด สำหรับมาตรการกำแพงภาษีของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา

“โดยกำแพงภาษี 19% ในส่วนของบริษัทฯ นั้นจะได้รับผลกระทบที่น้อยมาก สินค้าของเราขายในประเทศเป็นหลัก 85% ถึง 90% ส่วนที่เหลือขายตลาดต่างประเทศ 15% เป็นตลาดในกลุ่มอาเซียน มาเลเซีย บรูไน และประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนสินค้าที่ส่งออกไปสหรัฐอเมริกามีไม่มาก ประมาณ 1% -2% เท่านั้น ซึ่งได้รับผลกระทบจากกำแพงภาษีทรัมป์ค่อนข้างน้อย”

ไกรลาภ กล่าวต่อว่า ในส่วนของค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ กับค่าเงินบาทของไทย มีผลกระทบกับบริษัทฯ พอสมควรโดยมีการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ เช่น ปลา หอยลาย นำเข้าจากญี่ปุ่น,เกาหลี ,จีน และเวียดนาม วัตถุดิบที่นำเข้ามานั้นราคาก็ถูกลง ส่วนสินค้าที่ส่งไปขายต่างประเทศก็ได้เงินลดลงไปด้วย อันเนื่องมาจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เงินบาทแข็งตัวขึ้น โดยขณะนี้ทางบริษัทฯ จะมีเจ้าหน้าที่ดูแลในเรื่องของกำแพงภาษี 19% สหรัฐฯ หากขายสินค้าไปแล้วมีกำไรน้อยหรือไม่มีกำไร ก็ต้องพิจารณา
“สำหรับผลิตภัณฑ์สินค้าของบริษัทฯ นั้น ในควอเตอร์แรก ก็ยังส่งทรงตัวอยู่ ส่วนไตรมาสที่ 2 เริ่มขยับตัวสูงขึ้น สินค้าของเราจะขายเข้าไปช่วยผู้ประสบภัยอุทกภัยอยู่เรื่อยๆ และปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ก็ส่งผลดีทำให้ยอดขายเพิ่มมากขึ้น”
“ก่อนสิ้นปีนี้ ความต้องการบริโภคอาหารกระป๋องยังมีความต้องการสูงมาก และธนาคารแห่งประเทศไทย ได้มาเยี่ยมที่โรงงานของเรา เขาก็บอกว่า จากการสำรวจข้อมูลของแบงค์ชาติพบว่าก่อนสิ้นปีนี้เศรษฐกิจของประเทศไทยจะแย่ลง ปีนี้ถึงปีหน้า (2569) เศรษฐกิจจะแย่ลง ดังนั้นเราจะต้องเฝ้าระวัง”
ไกรลาภ กล่าวด้วยว่า ในทุกๆ ช่วงครึ่งปีหลังของทุกปี สินค้าของบริษัทฯ จะขายดีมาก ซึ่งตอนนี้ทางบริษัทฯได้มีผลิตภัณฑ์สินค้าตัวใหม่จำนวน 7 รายการ ออกมา ซึ่งได้รับการตอบรับทางการตลาดเป็นอย่างดี โดยสินค้าตัวใหม่ อาทิ ‘ปลาแจ่วบอง’ ตัวแทนภาคอีสาน ‘แกงไตปลาแห้ง’ สินค้าตัวแทนภาคใต้ ปลาซาบะในซอสเทริยากิ, ปลาทอดลุยสวน, ปลาแมคเคอเรลทอดราดพริก, ‘ฉู่ฉีปลาแมคเคอเรล’ และปลาซาดีนในซอสซัมบัล ทางบริษัทฯ จะผลิตสินค้าตัวใหม่ๆ ออกสู่ตลาดเพื่อให้เป็นทางเลือกของผู้บริโภค

“โดยปกติก็จะมีปลากระป๋องในซอส แต่ทาง ‘ปุ้มปุ้ย’ ของเราเป็นผู้นำทางด้านรสชาติ เพื่อให้ผู้บริโภคได้ลิ้มลองรสชาติใหม่ใหม่กันตอนนี้ทางบริษัทฯ ก็มีแผนขายในประเทศอยู่ตลอด และต่างประเทศก็มีการตอบรับดี อย่างเช่น งานไทยเฟค ที่ผ่านมา โดยสิ้นปี 2568 บริษัทฯ คาดการณ์อัตราการเติบโตยอดขายจะอยู่ที่ 10 % ถึง 15%” ไกรลาภ กล่าว

ด้าน บุญชู ศัยศักดิ์พงษ์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมภาคใต้ และประธานกรรมการบริหาร บริษัทตรังผลิตภัณฑ์อาหารทะเล จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า สินค้าของตนเองส่งออกไปสหรัฐอเมริกาไม่เกินปีละ 5% คิดเป็นเงินประมาณ 300 ล้านบาท โดย 85% ส่งออกไปจีน, ญี่ปุ่น, ยุโรป และขายในประเทศ ดังนั้นไม่มีผลกระทบกับภาษีที่สหรัฐอเมริกาเรียกเก็บสูงสุด 19% เพราะสหรัฐฯ มีการแยกเก็บภาษีแต่ละประเภทสินค้าไม่เท่ากัน เช่นสินค้า เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม เรียกเก็บไม่เกิน 20% สินค้าอาหารและแช่แข็ง ไม่เกิน 15% สินค้าประเภทเครื่องจักร และอีเล็คทรอนิค 7%
บุญชู กล่าวต่อว่า บริษัทฯ ของตนเองทำงานแบบ OEM นำเข้า แปรรูป และส่งออกไปต่างประเทศ ไม่เสียภาษีศุลกากร แต่ภาษีอื่นๆ เสียตามปกติ การตั้งกำแพงภาษีของสหรัฐอเมริกาในครั้งนี้ จึงไม่มีผลกระทบกับโรงงาน อีกทั้งสินค้าที่ผลิตทั้งหมดส่งออกไปลูกค้ารายใหญ่ๆ คือ จีน, ญี่ปุ่น, ยุโรป ส่วนสหรัฐอเมริกาส่งออกประมาณ 5% เท่านั้น และยังมีขายในประเทศด้วย
ส่วนปัญหาแรงงานนั้น โรงงานของตนเอง มีทั้งแรงงานไทย และแรงงานต่างด้าว พม่า, กัมพูชา ร่วม 2,000 คน โดยแรงงานกัมพูชารับเข้ามากว่า 200 คน ขณะนี้ทยอยเดินทางกลับ ยังเหลือแรงงานประมาณ 50 - 60 คนเท่านั้น ในส่วนของชาวกัมพูชาที่เดินทางกลับประเทศ ทางโรงงานก็จะไม่รับเพิ่มแล้ว แต่ยังรับแรงงานพม่า และคนไทยเข้ามาทำงานตามปกติ






