สหภาพยุโรป (EU) กลับมาเผชิญแรงกดดันจากสหรัฐฯ อีกครั้ง หลังออกกฎหมายควบคุมบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ ซึ่งฝ่ายบริหารของโดนัลด์ ทรัมป์ มองว่าเป็นความพยายาม “บีบบังคับ” แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียสัญชาติอเมริกันให้เซ็นเซอร์ความคิดเห็นที่รัฐบาลยุโรปไม่เห็นด้วย
กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุเมื่อวันอังคารว่า จะปฏิเสธการออกวีซ่าให้กับอดีตกรรมาธิการยุโรป 1 ราย และบุคคลอื่นรวม 5 ราย โดยกล่าวหาว่าบุคคลเหล่านี้มีบทบาทผลักดัน “การปราบปรามเสรีภาพการแสดงออก” ของต่างชาติ ซึ่งมุ่งเป้าไปที่ผู้พูดและบริษัทอเมริกันโดยตรง
ทรัมป์ซึ่งประกาศชัดว่าจะ “ตอบโต้” ประเทศใดก็ตามที่พยายามจำกัดอำนาจของบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐฯ กำลังจับตานโยบายของบรัสเซลส์อย่างใกล้ชิด
ตลอดช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สหภาพยุโรปได้ออกกฎหมายชุดใหญ่เพื่อคุมเข้มบิ๊กเทค โดยเฉพาะ กฎหมายบริการดิจิทัล (Digital Services Act – DSA) และ กฎหมายตลาดดิจิทัล (Digital Markets Act – DMA) ซึ่งส่งผลให้บริษัทอเมริกันอย่าง Apple, Meta และ X ถูกปรับเป็นเงินจำนวนมากแล้ว
Digital Services Act (DSA)
กฎหมาย DSA เริ่มบังคับใช้เป็นขั้นตอนตั้งแต่ปี 2023 กำหนดให้แพลตฟอร์มออนไลน์ต้องจัดการเนื้อหาที่ผิดกฎหมายในทั้ง 27 ประเทศสมาชิก EU อย่างเข้มงวด หากไม่ปฏิบัติตามอาจถูกปรับหนัก
เป้าหมายของกฎหมายคือปกป้องผู้บริโภคจากข่าวปลอม วาทกรรมสร้างความเกลียดชัง รวมถึงสินค้าปลอมหรืออันตราย โดยแพลตฟอร์มต้องลบหรือจำกัดการเข้าถึงเนื้อหาที่ผิดกฎหมายอย่างรวดเร็ว และอาจต้องระงับบัญชีผู้ใช้ที่กระทำผิดซ้ำ
กฎที่เข้มงวดเป็นพิเศษถูกนำมาใช้กับแพลตฟอร์มขนาดใหญ่มาก เช่น Apple, Amazon, Facebook, Google, Instagram, Microsoft, Snapchat และ X ซึ่งต้องประเมินความเสี่ยงด้านเนื้อหาและความเป็นส่วนตัว รวมถึงเปิดข้อมูลให้หน่วยงานกำกับดูแลตรวจสอบ
ผู้ฝ่าฝืนอาจถูกปรับสูงสุดถึง 6% ของรายได้ทั่วโลก และในกรณีร้ายแรง EU มีอำนาจสั่งแบนแพลตฟอร์มออกจากยุโรป
ล่าสุด X ของ อีลอน มัสก์ ถูกปรับเป็นรายแรกภายใต้ DSA เป็นเงิน 120 ล้านยูโร จากกรณีออกแบบเครื่องหมาย “ติ๊กฟ้า” ที่ EU มองว่าสร้างความเข้าใจผิด และไม่เปิดข้อมูลสาธารณะให้กับนักวิจัย
Digital Markets Act (DMA)
ตั้งแต่มีนาคม 2024 บริษัทดิจิทัลรายใหญ่ของโลกต้องปฏิบัติตาม DMA ซึ่งมุ่งจำกัดการผูกขาดตลาด เปิดทางให้สตาร์ตอัปยุโรป และเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภค
EU ระบุ “ผู้คุมประตูตลาด” (Gatekeepers) จำนวน 7 ราย ได้แก่ Alphabet (Google), Amazon, Apple, ByteDance (TikTok), Meta, Microsoft และ Booking
กฎหมายนี้ห้ามบริษัทบังคับผู้ใช้ให้ยึดติดกับบริการที่ติดตั้งมาล่วงหน้า เช่น เบราว์เซอร์หรือแอปแผนที่ และบังคับให้ Google ปรับหน้าผลการค้นหา ไม่ให้เอื้อประโยชน์แก่บริการของตนเอง
Apple ถูกสั่งให้เปิดทางให้นักพัฒนานำเสนอช่องทางชำระเงินนอก App Store และถูกปรับ 500 ล้านยูโร ขณะที่ Meta ถูกปรับ 200 ล้านยูโร จากระบบ “จ่ายหรือยินยอม” ในการใช้ข้อมูลส่วนบุคคล โทษปรับจากการฝ่าฝืน DMA อาจสูงถึง 20% ของรายได้ทั่วโลกในกรณีทำผิดซ้ำ
กฎหมายคุ้มครองข้อมูล (RGPD) และ AI Act
นอกจากนั้น EU ยังใช้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (RGPD) ตั้งแต่ปี 2018 ซึ่งกำหนดให้บริษัทต้องขอความยินยอมก่อนเก็บข้อมูล และให้ผู้ใช้มีสิทธิ์ลบข้อมูลของตนเอง โดยมีโทษปรับสูงสุด 20 ล้านยูโร หรือ 4% ของรายได้ทั่วโลก
ขณะเดียวกัน EU ยังออก กฎหมาย AI Act เพื่อควบคุมการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในพื้นที่เสี่ยงสูง เช่น ความมั่นคง สุขภาพ และสิทธิพลเมือง แม้ขณะนี้กำลังพิจารณาผ่อนคลายบางมาตรการและเลื่อนการบังคับใช้ หลังเผชิญแรงกดดันจากภาคอุตสาหกรรม






