ภาษีทรัมป์รอบใหม่  ยอมเสีย “เบี้ย” รักษา “ขุน”

26 ก.ค. 2569 - 10:36

  • รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังเปลี่ยนมาใช้ มาตรา 301 ของกฎหมายการค้าปี 1974 ซึ่งเป็นเครื่องมือที่มีฐานกฎหมายแข็งแรงกว่าสร้างแรงกดดันต่อประเทศคู่ค้า

  • สหรัฐฯ กำลังสอบสวนไทย 2 ประเด็น คือ การป้องกันการนำเข้าสินค้าที่ผลิตจาก แรงงานบังคับ การมีกำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรมมากเกินความต้องการ

  • ไทยไม่ควรตั้งเป้าเพียงแค่ลดภาษีให้ได้ต่ำที่สุด แต่ต้องชั่งน้ำหนักว่า สิ่งที่ต้องแลกนั้นคุ้มค่าหรือไม่

ภาษีทรัมป์รอบใหม่  ยอมเสีย “เบี้ย” รักษา “ขุน”

TDRI  รายงานบทวิเคราะห์  กรณีสหรัฐเปลี่ยนมาใช้กฎหมายใหม่เพื่อใช้มาตรการทางภาษีกดดันประเทศคู่ค้า สหรัฐมาด้วยการใช้กฎหมายใหม่กดดันประเทศคู่ค้า รวมถึงไทย คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “ภาษีจะขึ้นเท่าไร” แต่คือ ไทยจะยอมแลกอะไร เพื่อรักษาการส่งออกและอำนาจต่อรองของประเทศ

Trump-new-tax-game-Sacrificing-pawn-protect-king-SPACEBAR-Photo01.jpg

ยอมเสียเบี้ย เพื่อรักษาขุน? ไทยควรเดินเกมอย่างไรในศึกภาษีสหรัฐฯ

แม้ศาลสูงสุดสหรัฐฯ จะตัดสินว่าการขึ้นภาษีนำเข้าของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ภายใต้กฎหมาย IEEPA ใช้อำนาจเกินขอบเขต แต่ไม่ได้หมายความว่าสงครามภาษีจะยุติลง

รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังเปลี่ยนมาใช้ มาตรา 301 ของกฎหมายการค้าปี 1974 ซึ่งเป็นเครื่องมือที่มีฐานกฎหมายแข็งแรงกว่า และอาจสร้างแรงกดดันต่อประเทศคู่ค้าได้มากกว่าเดิม

ไทยก็อยู่ในรายชื่อประเทศที่กำลังถูกจับตา

ไทยเสี่ยงอะไร?

หรัฐฯ กำลังสอบสวนไทยใน 2 ประเด็นหลัก ได้แก่

  • การป้องกันการนำเข้าสินค้าที่ผลิตจาก แรงงานบังคับ (Forced Labor) ยังไม่มีประสิทธิภาพ
  • ไทยอาจมีกำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรม “มากเกินความต้องการ” (Structural Excess Capacity) จนกระทบผู้ผลิตในสหรัฐฯ

โดยเฉพาะอุตสาหกรรม ยานยนต์ เครื่องจักร และยางพารา รวมถึงการลงทุนของบริษัทจีนในไทย ซึ่งสหรัฐฯ มองว่าอาจเป็นช่องทางย้ายฐานการผลิตเพื่อหลบมาตรการทางการค้า

Trump-new-tax-game-Sacrificing-pawn-protect-king-SPACEBAR-Photo02.jpg

ข่าวดี…แต่ยังไม่ใช่ทั้งหมด

หากสหรัฐฯ ใช้มาตรา 301 ในประเด็นแรงงานบังคับเพียงอย่างเดียว ผลกระทบต่อไทยอาจไม่ได้รุนแรงนัก เพราะภาระภาษีเฉลี่ยแทบไม่ต่างจากเดิม อยู่ราว 12%

แต่ความเสี่ยงที่แท้จริงคือ หากผลสอบสวนเรื่อง “กำลังการผลิตส่วนเกิน” ออกมาในทางลบ ไทยอาจถูกเก็บภาษีเพิ่มอีกระลอก

เกมที่ใหญ่กว่าภาษี คือ “ข้อตกลง ART”

สิ่งที่ไทยต้องกังวลไม่ใช่แค่ภาษี แต่คือ ข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน (ART) ที่สหรัฐฯ ใช้เป็นเงื่อนไขแลกกับการลดภาษี

ข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ครอบคลุมหลายเรื่อง เช่น

  • เปิดตลาดสินค้าและบริการให้สหรัฐฯ
  • ซื้อสินค้าและลงทุนในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น
  • ปรับกฎการค้าและการลงทุนภายในประเทศ
  • และอาจรวมถึงการดำเนินนโยบายต่อประเทศที่สาม เช่น จีน ให้สอดคล้องกับสหรัฐฯ

นั่นหมายความว่า ไทยอาจต้องแลก “อำนาจในการกำหนดนโยบายของตัวเอง” กับการได้ภาษีที่ต่ำลง

ไทยควรเดินเกมอย่างไร?

นักวิชาการ TDRI เสนอว่า ไทยไม่ควรตั้งเป้าเพียงแค่ลดภาษีให้ได้ต่ำที่สุด แต่ต้องชั่งน้ำหนักว่า สิ่งที่ต้องแลกนั้นคุ้มค่าหรือไม่

แนวทางสำคัญมี 4 เรื่อง

  • ต่อรองด้วยผลประโยชน์ร่วม ทำให้สหรัฐฯ เห็นว่าการลดภาษีให้ไทยก็เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจอเมริกา
  • ใช้โอกาสนี้ปฏิรูปเศรษฐกิจไทย เปิดเสรีในสาขาที่ช่วยเพิ่มการแข่งขันและลดการผูกขาด
  • รักษาเส้นแดงของประเทศ โดยไม่ยอมเงื่อนไขที่กระทบสุขภาพประชาชน ความมั่นคง หรือการเข้าถึงยา
  • ร่วมมือแก้ปัญหาการค้ากับสหรัฐฯ แต่ต้องไม่ยอมสูญเสียอิสระในการกำหนดนโยบายของไทย

อย่าเดินคนเดียว

อีกข้อเสนอสำคัญคือ ไทยไม่ควรเจรจากับสหรัฐฯ เพียงลำพัง หากประเทศอาเซียนสามารถกำหนดจุดยืนร่วมได้ จะช่วยเพิ่มอำนาจต่อรอง และลดการถูกกดดันให้ยอมรับเงื่อนไขที่เข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ

โจทย์ของไทยวันนี้ ไม่ใช่แค่จะลดภาษีได้กี่เปอร์เซ็นต์ แต่คือการตัดสินใจว่า จะยอมแลกอะไรเพื่อแลกกับภาษีที่ถูกลง หากยอมทุกข้อ ไทยอาจรักษาการส่งออกไว้ได้ แต่ต้องแลกกับพื้นที่ในการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจของตัวเอง แต่หากปฏิเสธทุกข้อ ไทยก็อาจต้องเผชิญภาษีที่สูงขึ้นและเสียความสามารถในการแข่งขัน เกมนี้จึงไม่ใช่เกม “ชนะหรือแพ้” แต่เป็นเกมหมากรุกที่ต้องเลือกว่าจะ ยอมเสียเบี้ยบางตัว เพื่อรักษาขุนของประเทศไว้ได้หรือไม่

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์