ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่าจะเสนอชื่อ เควิน วอร์ช อดีตผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve) เป็นประธานธนาคารกลางคนใหม่ แทนที่เจอโรม พาวเวลล์ ซึ่งจะครบวาระในเดือนพฤษภาคม
การตัดสินใจครั้งนี้เป็นจุดจบของการค้นหาผู้สืบทอดตำแหน่งที่ได้รับความสนใจอย่างมาก หลังทรัมป์วิพากษ์วิจารณ์พาวเวลล์อย่างต่อเนื่องเรื่องการไม่ลดอัตราดอกเบียให้เร็วพอ ทรัมป์เขียนผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ว่า "ผมรู้จักเควินมาเป็นเวลานาน และมั่นใจว่าเขาจะกลายเป็นหนึ่งในประธาน Fed ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด อาจจะดีที่สุดเลย"
การแข่งขันเพื่อตำแหน่งประธาน Fed
การเสนอชื่อวอร์ชเป็นจุดจบของการแข่งขันระหว่างผู้สมัคร 4 คน ได้แก่ วอร์ช คริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ ผู้ว่าการ Fed ปัจจุบัน ริก รีดเดอร์ จากแบล็กร็อค และเควิน แฮสเซตต์ ที่ปรึกษาเศรษฐกิจหัวหน้าของทรัมป์
อย่างไรก็ตาม วอร์ชจะต้องผ่านการอนุมัติจากวุฒิสภาสหรัฐฯ ก่อนที่จะสามารถดำรงตำแหน่งได้ โดยจะต้องตอบคำถามจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งสองฝ่าย
ความท้าทายด้านความเป็นอิสระ
หากได้รับการอนุมัติ วอร์ชจะเข้ารับตำแหน่งในช่วงที่รัฐบาลทรัมป์เพิ่มแรงกดดันต่อความเป็นอิสระของธนาคารกลาง ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าหากความเป็นอิสระดังกล่าวถูกทำลาย อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก
วอร์ช ซึ่งมาจากนิวยอร์ก เคยทำงานเป็นนายธนาคารด้านการควบรวมกิจการที่มอร์แกน สแตนลีย์ ช่วงหลังเขาได้เพิ่มการวิพากษ์วิจารณ์ Fed และสนับสนุนนโยบายหลายข้อของทรัมป์และรัฐบาล
ความกดดันทางการเมืองที่เพิ่มขึ้น
ทรัมป์ได้พยายามปลด ลิซ่า คุก ผู้ว่าการ Fed ด้วยข้อกล่าวหาเรื่องการฉ้อโกงสินเชื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งนำไปสู่การต่อสู้ทางกฎหมายที่อาจเป็นตัวกำหนดอำนาจของประธานาธิบดีในการถอดถอนเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางระดับสูง
รัฐบาลทรัมป์ยังเปิดการสอบสวนพาวเวลล์เรื่องการปรับปรุงสำนักงานใหญ่ของ Fed ซึ่งพาวเวลล์ประณามว่าเป็นการคุกคามความเป็นอิสระของธนาคาร
นักวิเคราะห์เชื่อว่าประธาน Fed คนใหม่จะต้องโน้มน้าวตลาดการเงินและนักการเมืองว่าเขาจะรักษาภารกิจคู่ของธนาคารในการรักษาเสถียรภาพราคาและการว่างงานต่ำอย่างเป็นอิสระจากการเมือง ท่ามกลางความกังวลเรื่องอัตราเงินเฟ้อจากนโยบายภาษีของทรัมป์และตลาดแรงงานที่ซบเซา





