อัตราเงินเฟ้อรายปีของสหราชอาณาจักรเพิ่มขึ้นเป็น 3.3% ในเดือนมีนาคม จาก 3.0% ในเดือนกุมภาพันธ์ หลังจากสงครามตะวันออกกลางผลักดันราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติให้ปรับตัวสูงขึ้น ตามข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ (ONS) ที่เผยแพร่เมื่อวันพุธ
สาเหตุหลักจากราคาเชื้อเฟลิง
แกรนต์ ฟิตซ์เนอร์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ ONS กล่าวว่า “อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นในเดือนมีนาคม ส่วนใหญ่เนื่องจากราคาเชื้อเพลิงที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบกว่า 3 ปี”
การพุ่งสูงของราคาพลังงานเกิดขึ้นนับตั้งแต่สงครามสหรัฐ–อิหร่านเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์
รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาค่าครองชีพ
เรเชล รีฟส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ย้ำจุดยืนของรัฐบาลแรงงานที่คัดค้านความขัดแย้งซึ่งทำให้ค่าครองชีพของประชาชนเพิ่มขึ้น โดยระบุว่า “นี่ไม่ใช่สงครามของเรา แต่มันทำให้ค่าใช้จ่ายของครอบครัวและธุรกิจเพิ่มขึ้น นั่นคือเหตุผลที่การควบคุมต้นทุนคือความสำคัญอันดับหนึ่งของฉัน”
มาตรการภาษีใหม่
ก่อนหน้านี้ เรเชล รีฟส์ ได้ประกาศแผนเพิ่มภาษีพิเศษจากผู้ผลิตไฟฟ้าคาร์บอนต่ำเป็น 55% จากเดิม 45% เพื่อนำรายได้ไปสนับสนุนครัวเรือนและภาคธุรกิจ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังไม่มีมาตรการลดค่าพลังงานโดยตรงให้กับผู้บริโภค
เปรียบเทียบกับประเทศอื่น
อัตราเงินเฟ้อของสหราชอาณาจักรที่ 3.3% เท่ากับสหรัฐอเมริกาในเดือนมีนาคม แต่ยังสูงกว่ายูโรโซน ซึ่งอยู่ที่ 2.6% เพิ่มขึ้นจาก 1.9% ในเดือนกุมภาพันธ์
ผลกระทบต่อนโยบายการเงิน
นักวิเคราะห์มองว่า แม้อัตราเงินเฟ้อจะปรับตัวสูงขึ้น แต่ธนาคารกลางอังกฤษมีแนวโน้มจะยังไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์หน้า และอาจคงระดับไปตลอดปี เนื่องจากเศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัวจากผลกระทบของสงคราม
เอ็มมา วอลล์ หัวหน้านักยุทธศาสตร์การลงทุนของบริษัทฮาร์กรีฟส์ แลนส์ดาวน์ ระบุว่า
“แม้ราคาจะเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนที่ปั๊มน้ำมัน แต่ข้อมูลเงินเฟ้อเพียงครั้งเดียวไม่น่าจะเพียงพอให้ธนาคารกลางอังกฤษปรับขึ้นดอกเบี้ย”
ขณะที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจอังกฤษในปีนี้เหลือ 0.8% จากเดิม 1.3% ที่ประเมินไว้ในเดือนมกราคม




