ความเข้าใจเรื่อง บาร์โค๊ด กับ ข้อมูลส่วนบุคคล
ประเด็นหนึ่งที่ได้รับความสนใจจากการเลือกตั้ง คือ การพิมพ์บาร์โค๊ต ลงไปบนบัตร มีความพยายามโยงเรื่องนี้กับ กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล PDPA เราจึงไปหาคำตอบมาว่า บาร์โค๊ตที่กำลังเป็นปัญหา จะเกี่ยวกับกฎหมาย PDPA แบบไหน
ไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ นักกฎหมายผู้เชี่ยวชาญ ด้านกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ให้ความกระจ่าง กรณี บาร์โค๊ดที่อาจมีการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน และอาจสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ว่า โดยหลักการของ กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPA หากบาร์โค๊ดดังกล่าว สามารถระบุตัวตนประชาชนย้อนหลังได้จริง อาจถือว่าเป็นข้อมูลส่วนบุคคล และเป็นข้อมูลที่อ่อนไหว เพราะเกี่ยวกับ การเมือง
สำหรับกรณีที่เป็นข่าว หากเป็นข้อมูลส่วนบุคคลจริง ตามหลักกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนว่า หน่วยงานที่เพิ่มเติม บาร์โค้ด ในบัตรมานั้นมีอำนาจตามกฎหมายของตนเองหรือกฎหมายอื่น ที่บังคับให้หน่วยงานดังกล่าวต้อง ทำบาร์โค้ดเพื่อเก็บ ใช้และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ทางการเมืองของประชาชนและให้ตรวจสอบย้อนหลังหรือไม่
หากหน่วยงานดังกล่าวมีอำนาจตามกฎหมายที่จัดตั้ง หรือกฎหมายอื่น จริงก็ทำได้ แต่ยังคงต้องแจ้งวัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวมใช้ และเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวให้ประชาชนทราบว่า หน่วยงานดังกล่าวจะรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลประชาชนอะไร เปิดเผยใช้ข้อมูลดังกล่าวให้กับใคร หรือในกรณีใดบ้าง เนื่องจาก หน่วยงานดังกล่าวไม่ได้รับการยกเว้นการบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ตามมาตรา 4 ของกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
“แต่หากไม่มีกฎหมายให้อำนาจหน่วยงานดังกล่าว ทำบาร์โค้ดและการเก็บข้อมูลดังกล่าวไม่เข้าข้อยกเว้นตามกฎหมาย เรื่องประโยชน์สาธารณะ และหน่วยงานนั้นทำเกินอำนาจที่กฎหมาย กำหนด ไว้หน่วยงานดังกล่าว อาจถูกพิจารณาว่าละเมิดPDPA
นอกจากนี้ หน่วยงานดังกล่าว ยังมีหน้าที่ ตามกฎหมาย PDPA ที่ต้องจัดให้มีมาตรการคุ้มครองข้อมูลประชาชนดังกล่าว ตามที่กฎหมาย PDPA กำหนด
“ถ้ามีการร้องเรื่องดังกล่าวมาที่ สคส .คณะกรรมการเชี่ยวชาญ มีอำนาจในการตรวจสอบ ในประเด็นดังกล่าวได้ ว่าจริงหรือไม่และก่อให่เกิดความเสียหายกับ ปชช เจ้าของข้อมูล ส่วนบุคคลมากน้อยเพียงใด ”




