ศึก ‘มิดเทอมสหรัฐฯ’ จุดเปลี่ยนโลก? สกัดปีก ‘ทรัมป์’ ท่ามกลางสงคราม–วิกฤตการคลัง

14 ต.ค. 2569 - 13:52

  • “ศึกมิดเทอมสหรัฐฯ” ส่อเปลี่ยนดุลอำนาจการเมือง บีบ ‘ทรัมป์’ เดินเกมยากขึ้น

  • สงครามอาจคลี่คลาย แต่ความเสี่ยงชัตดาวน์และหนี้สาธารณะยังรออยู่

  • นักวิเคราะห์เตือนจับตาน้ำมันแพง จุดชนวนเงินเฟ้อ–ดอกเบี้ย กระทบตลาดโลก

ศึก ‘มิดเทอมสหรัฐฯ’ จุดเปลี่ยนโลก? สกัดปีก ‘ทรัมป์’ ท่ามกลางสงคราม–วิกฤตการคลัง

เดิมพัน “ศึกมิดเทอมสหรัฐฯ” ไม่ได้มีแค่ใครครองเสียงข้างมากในสภา แต่ยังอาจกำหนดทิศทางสงคราม นโยบายการค้า และเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก เมื่ออำนาจทางการเมืองกำลังสั่นคลอน คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ ‘ทรัมป์’ จะเสียอะไรไป แต่โลกกำลังจะต้องแลกกับความเสี่ยงแบบไหน

IMF ปรับคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้ขึ้นเป็น 2.1% รับอานิสงส์ห่วงโซ่ AI

ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ร่วมพูดคุยในรายการ “สนามข่าว 96” ถึงประเด็นการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ เชื่อมโยงถึงสถานการณ์โลก โดยเริ่มด้วยการวิเคราะห์กรณีกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในปีนี้จาก 1.9% เป็น 2.1% ขณะที่เศรษฐกิจโลกได้รับการปรับเพิ่มคาดการณ์เล็กน้อยมาอยู่ที่ประมาณ 3.0-3.1% สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจโลกยังมีความยืดหยุ่นและสามารถรองรับความเสี่ยงจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางได้ในระดับหนึ่ง

ปัจจัยสำคัญส่วนหนึ่งมาจากกระแสการเติบโตของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจของประเทศที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะไต้หวันที่มีการเติบโตในระดับสูงกว่า 10% และเกาหลีใต้ที่เติบโตมากกว่า 3% ขณะที่สหรัฐฯ ยังคงคาดการณ์การเติบโตที่ 2.3% ส่วนยุโรปปรับดีขึ้นเป็น 1.1% ญี่ปุ่นอยู่ที่ 2.7% และจีนอยู่ที่ประมาณ 4.5%

สำหรับปีหน้า มีการคาดการณ์เศรษฐกิจไทยไว้ที่ 2.1% สะท้อนข้อจำกัดในการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย แม้จะได้รับอานิสงส์จากการเติบโตของอุตสาหกรรม AI ก็ตาม

จับตาผลเลือกตั้งมิดเทอมสหรัฐฯ อาจลดอำนาจ ‘ทรัมป์’

สำหรับการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ (Midterm Elections) ดร.ปิยศักดิ์ประเมินว่า โอกาสที่พรรคเดโมแครตจะกลับมาครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยแบบจำลองของนักวิเคราะห์ประเมินโอกาสไว้ที่ประมาณ 96% ขณะที่โอกาสชนะในวุฒิสภาอยู่ที่ประมาณ 61% ซึ่งยังมีการแข่งขันสูสีกว่า ส่วนตลาดคาดการณ์อย่าง Polymarket ประเมินโอกาสที่เดโมแครตจะครองเสียงข้างมากทั้งสองสภาไว้ที่ประมาณ 49%

ผลการเลือกตั้งดังกล่าวอาจทำให้การบริหารประเทศของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เผชิญความยากลำบากมากขึ้น โดยเฉพาะหากพรรครีพับลิกันสูญเสียเสียงข้างมากทั้งสองสภา เพราะจะส่งผลต่อความสามารถในการผลักดันนโยบายที่ต้องอาศัยความเห็นชอบจากฝ่ายนิติบัญญัติ

สภาสกัดงบฯ สงครามได้ แต่ไม่ใช่การหยุดปฏิบัติการทันที

ในประเด็นสงคราม ดร.ปิยศักดิ์มองว่า แม้พรรคเดโมแครตจะชนะการเลือกตั้งกลางเทอม ประธานาธิบดียังมีอำนาจในการสั่งการทางทหารอยู่ แต่สภาคองเกรสสามารถใช้กลไกด้านงบประมาณกดดันรัฐบาลได้ ด้วยการไม่อนุมัติเงินทุนเพิ่มเติมสำหรับปฏิบัติการทางทหาร

หากการจัดสรรงบประมาณถูกจำกัด ก็อาจทำให้รัฐบาลทรัมป์ มีข้อจำกัดในการเดินหน้าสงคราม และเพิ่มโอกาสที่สถานการณ์จะคลี่คลายเร็วขึ้น แม้ไม่ได้หมายความว่าการสู้รบจะยุติลงทันที

ในกรณีดังกล่าว ทรัมป์อาจประกาศว่าบรรลุเป้าหมายทางทหารแล้วและถอนกำลังออกจากพื้นที่ ขณะที่อิหร่านก็อาจอ้างว่าตนเองเป็นฝ่ายชนะ เพราะสหรัฐฯ เป็นฝ่ายถอนกำลังออกไป อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ที่แท้จริงยังต้องติดตามสถานการณ์ต่อไป

เสี่ยง “ชัตดาวน์สหรัฐฯ” หลังงบชั่วคราวหมดอายุ 27 ธ.ค.

ความเสี่ยงสำคัญที่ต้องจับตาคือกระบวนการจัดทำงบประมาณของสหรัฐฯ ซึ่งยังมีความขัดแย้งระหว่างฝ่ายการเมือง และที่ผ่านมาไม่สามารถตกลงกันได้อย่างลงตัว จึงต้องใช้มาตรการขยายงบประมาณชั่วคราว (Continuing Resolution) โดยนำกรอบงบประมาณเดิมมาใช้ต่อ พร้อมปรับเพิ่มเติมบางส่วน

งบประมาณชั่วคราวดังกล่าวจะหมดอายุในวันที่ 27 ธันวาคม ซึ่งอยู่หลังการเลือกตั้งกลางเทอมประมาณหนึ่งเดือน หากพรรครีพับลิกันพ่ายแพ้ในการเลือกตั้ง ก็อาจยิ่งทำให้การเจรจางบประมาณมีความซับซ้อนขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงที่รัฐบาลจะไม่สามารถผ่านงบประมาณได้ จนนำไปสู่ภาวะชัตดาวน์ (Government Shutdown) ตั้งแต่ช่วงปลายปีต่อเนื่องถึงต้นปีหน้า

แม้หน่วยงานสำคัญอย่างกระทรวงกลาโหมจะไม่ได้รับผลกระทบในลักษณะเดียวกับหน่วยงานอื่น แต่หน่วยงานภาครัฐบางส่วน เช่น สถาบันสมิธโซเนียน พิพิธภัณฑ์ และอุทยานแห่งชาติ อาจต้องปิดให้บริการ รวมถึงบริการภาครัฐบางประเภทที่ดูแลประชาชน ขณะเดียวกัน ข้าราชการบางส่วนอาจไม่ได้รับเงินเดือนในช่วงที่เกิดชัตดาวน์ ส่งผลให้การใช้จ่ายภาคครัวเรือนลดลง

เพดานหนี้ยังไม่ใช่ความเสี่ยงเฉพาะหน้า แต่ต้องจับตาปี 2028

สำหรับประเด็นเพดานหนี้สาธารณะ ดร.ปิยศักดิ์ประเมินว่า ยังไม่น่ากังวลมากนักในระยะสั้น เนื่องจากกฎหมาย One Big Beautiful Bill Act ที่ทรัมป์ผลักดันเมื่อปีที่ผ่านมา ได้ปรับเพิ่มเพดานหนี้สหรัฐฯ ขึ้นเป็น 41 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่หนี้สาธารณะอยู่ที่ประมาณ 40 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ยังมีพื้นที่สำหรับการกู้ยืมเพิ่มเติมอีกประมาณ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

การคาดการณ์ในปัจจุบันชี้ว่า สหรัฐฯ อาจเผชิญข้อจำกัดจากเพดานหนี้อีกครั้งในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2028 ดังนั้น ปีหน้าจึงยังไม่น่ามีปัญหาเรื่องเพดานหนี้โดยตรง อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งระหว่างฝ่ายการเมืองเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม

‘ทรัมป์’ เสี่ยงเป็น ‘เป็ดง่อย’ ผลักดันนโยบายยากขึ้น

อีกประเด็นที่ต้องจับตาคือสถานะทางการเมืองของทรัมป์ หากพรรครีพับลิกันพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งกลางเทอม โดยเฉพาะกรณีที่สูญเสียเสียงข้างมากทั้งสองสภา อาจทำให้ทรัมป์เข้าสู่ภาวะที่เรียกว่า Lame Duck หรือประธานาธิบดีที่อำนาจทางการเมืองลดลง

เมื่อพรรครีพับลิกันเริ่มหันไปให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งถัดไปมากกว่าการผลักดันวาระของทรัมป์ รัฐบาลก็จะประสบความยากลำบากในการผลักดันนโยบายผ่านสภา โดยเฉพาะนโยบายที่ต้องอาศัยการอนุมัติจากฝ่ายนิติบัญญัติ

อย่างไรก็ตาม นโยบายบางส่วนที่ดำเนินการไปแล้วอาจไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง เช่น มาตรการกำแพงภาษีที่รัฐบาลดำเนินการผ่านมาตรา 301 และนโยบายด้านการเข้าเมืองที่ผ่านกระบวนการทางกฎหมายไปแล้ว

แต่หากรัฐบาลต้องการลดภาษีเพิ่มเติม เพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม หรือผลักดันมาตรการใหม่ที่ต้องพึ่งพาความเห็นชอบจากสภา ก็อาจทำได้ยากขึ้น โดยเฉพาะหากพรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรหรือทั้งสองสภา

งบประมาณติดขัด กดดันบอนด์ยีลด์และเพิ่มความเสี่ยงหนี้สาธารณะ

ดร.ปิยศักดิ์ระบุว่า สิ่งที่น่ากังวลคือข้อจำกัดด้านการคลัง ซึ่งอาจส่งผลให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาว (Bond Yield) ยังคงอยู่ในระดับสูง แม้จะยังไม่ถึงช่วงเวลาที่ต้องปรับเพิ่มเพดานหนี้ก็ตาม

ปัญหาการจัดทำงบประมาณที่ยากขึ้นอาจทำให้การบริหารหนี้สาธารณะมีความเสี่ยงมากขึ้น และส่งผลต่อเนื่องไปยังตลาดเงินและตลาดทุน

โดยปกติ การเลือกตั้งกลางเทอมมักทำให้พรรคของประธานาธิบดีสูญเสียที่นั่งในสภาอยู่แล้ว ตลาดการเงินจึงอาจมองว่าการลดอำนาจของประธานาธิบดีช่วยจำกัดการผลักดันนโยบายที่สร้างความผันผวนได้ในระดับหนึ่ง

สำหรับทรัมป์ แม้การสูญเสียอำนาจในสภาอาจเพิ่มโอกาสให้สงครามคลี่คลายเร็วขึ้น แต่ข้อจำกัดด้านงบประมาณและการดำเนินนโยบายอื่น ๆ ก็อาจสร้างแรงกดดันต่อตลาดพันธบัตรและเพิ่มความเสี่ยงทางการคลัง

ทั้งนี้ IMF ยังเน้นย้ำถึงความเสี่ยงจากการขาดดุลการคลังที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก ซึ่งทำให้หนี้สาธารณะขยายตัวและเพิ่มแรงกดดันต่ออัตราดอกเบี้ย รัฐบาลแต่ละประเทศจึงจำเป็นต้องระมัดระวังการใช้จ่ายและพิจารณามาตรการรัดเข็มขัด แม้การดำเนินการดังกล่าวจะทำได้ยากในทางการเมืองก็ตาม

‘ทรัมป์’ ยังมีช่องทางขึ้นภาษี แม้พ่ายแพ้เลือกตั้งกลางเทอม

เมื่อประเมินว่าการลดอำนาจของทรัมป์อาจเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจโลก เพราะช่วยจำกัดการขยายสงครามและการเปิดสงครามการค้าผ่านมาตรการภาษี ดร.ปิยศักดิ์มองว่า ผลบวกดังกล่าวอาจเกิดขึ้นได้เพียงบางส่วน เนื่องจากรัฐบาลสหรัฐฯ ยังมีช่องทางใช้มาตรการภาษีรูปแบบอื่น

หนึ่งในประเด็นที่ต้องติดตามคือการสอบสวนทางการค้าที่เกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับ (Forced Labor) และกำลังการผลิตส่วนเกิน (Overcapacity) ซึ่งอาจนำไปสู่การเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมจากประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะไทย

มาตรการด้านแรงงานบังคับมีการเรียกเก็บภาษีในอัตราประมาณ 10-12.5% กับประเทศต่าง ๆ ไปแล้ว ขณะที่ประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกินยังอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาในบางกรณี โดยบราซิลเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการกล่าวถึง

ดังนั้น แม้พรรครีพับลิกันจะพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งกลางเทอม รัฐบาลทรัมป์ก็ยังอาจใช้ช่องทางดังกล่าวเพิ่มแรงกดดันทางการค้าต่อประเทศคู่ค้าได้ อย่างไรก็ตาม การขึ้นภาษีมากเกินไปย่อมเพิ่มต้นทุนสินค้าและค่าครองชีพของประชาชนชาวอเมริกัน ทำให้รัฐบาลต้องเผชิญข้อจำกัดมากขึ้นเช่นกัน

สงครามอาจลดความรุนแรง แต่เปิดช่องให้จีน–รัสเซียขยายอิทธิพล

ในมิติภูมิรัฐศาสตร์ การลดอำนาจของทรัมป์อาจช่วยจำกัดการใช้กำลังทางทหารของสหรัฐฯ และเพิ่มโอกาสให้สงครามยุติเร็วขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็อาจเปิดพื้นที่ให้มหาอำนาจระดับรองอย่างจีน อินเดีย และรัสเซีย เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในเวทีโลก

สถานการณ์ดังกล่าวจึงไม่ได้หมายความว่าโลกจะมีความปลอดภัยมากขึ้นโดยอัตโนมัติ เพราะการเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจระหว่างประเทศอาจนำไปสู่ความขัดแย้งรูปแบบใหม่ได้เช่นกัน

จับตาน้ำมันพุ่ง เสี่ยงดันเงินเฟ้อและดอกเบี้ยทั่วโลก

สำหรับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ดร.ปิยศักดิ์กล่าวถึงความเคลื่อนไหวของอิหร่านและกลุ่มฮูตี ซึ่งยังคงสร้างแรงกดดันต่อซาอุดีอาระเบีย แม้การเผชิญหน้าโดยตรงระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ จะมีแนวโน้มชะลอลงก็ตาม โดยมีรายงานการโจมตีสนามบินและเหตุการณ์ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต

สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 106.99-107 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มความกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อในระยะต่อไป

แม้แรงกดดันด้านเงินเฟ้อในปัจจุบันยังไม่สูงมากนัก แต่หากราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ก็มีโอกาสส่งผ่านไปยังต้นทุนสินค้าและบริการ ทำให้เงินเฟ้อเร่งตัวขึ้น และอาจบีบให้ธนาคารกลางประเทศต่าง ๆ ต้องพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

ผลที่ตามมาคือผลตอบแทนพันธบัตรอาจเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ภาคธุรกิจต้องเผชิญต้นทุนทางการเงินที่แพงขึ้น กระทบต่อการลงทุนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวม

ดร.ปิยศักดิ์สรุปว่า ความเสี่ยงจากสงครามในตะวันออกกลางยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะอาจเชื่อมโยงไปสู่ราคาพลังงาน เงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย ผลตอบแทนพันธบัตร และต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจเป็นทอด ๆ ซึ่งเป็นห่วงโซ่ความเสี่ยงที่อาจส่งผลต่อตลาดเงิน ตลาดทุน และเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป

View post on Facebook

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์