เดิมพัน “ศึกมิดเทอมสหรัฐฯ” ไม่ได้มีแค่ใครครองเสียงข้างมากในสภา แต่ยังอาจกำหนดทิศทางสงคราม นโยบายการค้า และเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก เมื่ออำนาจทางการเมืองกำลังสั่นคลอน คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ ‘ทรัมป์’ จะเสียอะไรไป แต่โลกกำลังจะต้องแลกกับความเสี่ยงแบบไหน
IMF ปรับคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้ขึ้นเป็น 2.1% รับอานิสงส์ห่วงโซ่ AI
ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ร่วมพูดคุยในรายการ “สนามข่าว 96” ถึงประเด็นการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ เชื่อมโยงถึงสถานการณ์โลก โดยเริ่มด้วยการวิเคราะห์กรณีกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในปีนี้จาก 1.9% เป็น 2.1% ขณะที่เศรษฐกิจโลกได้รับการปรับเพิ่มคาดการณ์เล็กน้อยมาอยู่ที่ประมาณ 3.0-3.1% สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจโลกยังมีความยืดหยุ่นและสามารถรองรับความเสี่ยงจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางได้ในระดับหนึ่ง
ปัจจัยสำคัญส่วนหนึ่งมาจากกระแสการเติบโตของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจของประเทศที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะไต้หวันที่มีการเติบโตในระดับสูงกว่า 10% และเกาหลีใต้ที่เติบโตมากกว่า 3% ขณะที่สหรัฐฯ ยังคงคาดการณ์การเติบโตที่ 2.3% ส่วนยุโรปปรับดีขึ้นเป็น 1.1% ญี่ปุ่นอยู่ที่ 2.7% และจีนอยู่ที่ประมาณ 4.5%
สำหรับปีหน้า มีการคาดการณ์เศรษฐกิจไทยไว้ที่ 2.1% สะท้อนข้อจำกัดในการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย แม้จะได้รับอานิสงส์จากการเติบโตของอุตสาหกรรม AI ก็ตาม
จับตาผลเลือกตั้งมิดเทอมสหรัฐฯ อาจลดอำนาจ ‘ทรัมป์’
สำหรับการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ (Midterm Elections) ดร.ปิยศักดิ์ประเมินว่า โอกาสที่พรรคเดโมแครตจะกลับมาครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยแบบจำลองของนักวิเคราะห์ประเมินโอกาสไว้ที่ประมาณ 96% ขณะที่โอกาสชนะในวุฒิสภาอยู่ที่ประมาณ 61% ซึ่งยังมีการแข่งขันสูสีกว่า ส่วนตลาดคาดการณ์อย่าง Polymarket ประเมินโอกาสที่เดโมแครตจะครองเสียงข้างมากทั้งสองสภาไว้ที่ประมาณ 49%
ผลการเลือกตั้งดังกล่าวอาจทำให้การบริหารประเทศของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เผชิญความยากลำบากมากขึ้น โดยเฉพาะหากพรรครีพับลิกันสูญเสียเสียงข้างมากทั้งสองสภา เพราะจะส่งผลต่อความสามารถในการผลักดันนโยบายที่ต้องอาศัยความเห็นชอบจากฝ่ายนิติบัญญัติ
สภาสกัดงบฯ สงครามได้ แต่ไม่ใช่การหยุดปฏิบัติการทันที
ในประเด็นสงคราม ดร.ปิยศักดิ์มองว่า แม้พรรคเดโมแครตจะชนะการเลือกตั้งกลางเทอม ประธานาธิบดียังมีอำนาจในการสั่งการทางทหารอยู่ แต่สภาคองเกรสสามารถใช้กลไกด้านงบประมาณกดดันรัฐบาลได้ ด้วยการไม่อนุมัติเงินทุนเพิ่มเติมสำหรับปฏิบัติการทางทหาร
หากการจัดสรรงบประมาณถูกจำกัด ก็อาจทำให้รัฐบาลทรัมป์ มีข้อจำกัดในการเดินหน้าสงคราม และเพิ่มโอกาสที่สถานการณ์จะคลี่คลายเร็วขึ้น แม้ไม่ได้หมายความว่าการสู้รบจะยุติลงทันที
ในกรณีดังกล่าว ทรัมป์อาจประกาศว่าบรรลุเป้าหมายทางทหารแล้วและถอนกำลังออกจากพื้นที่ ขณะที่อิหร่านก็อาจอ้างว่าตนเองเป็นฝ่ายชนะ เพราะสหรัฐฯ เป็นฝ่ายถอนกำลังออกไป อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ที่แท้จริงยังต้องติดตามสถานการณ์ต่อไป
เสี่ยง “ชัตดาวน์สหรัฐฯ” หลังงบชั่วคราวหมดอายุ 27 ธ.ค.
ความเสี่ยงสำคัญที่ต้องจับตาคือกระบวนการจัดทำงบประมาณของสหรัฐฯ ซึ่งยังมีความขัดแย้งระหว่างฝ่ายการเมือง และที่ผ่านมาไม่สามารถตกลงกันได้อย่างลงตัว จึงต้องใช้มาตรการขยายงบประมาณชั่วคราว (Continuing Resolution) โดยนำกรอบงบประมาณเดิมมาใช้ต่อ พร้อมปรับเพิ่มเติมบางส่วน
งบประมาณชั่วคราวดังกล่าวจะหมดอายุในวันที่ 27 ธันวาคม ซึ่งอยู่หลังการเลือกตั้งกลางเทอมประมาณหนึ่งเดือน หากพรรครีพับลิกันพ่ายแพ้ในการเลือกตั้ง ก็อาจยิ่งทำให้การเจรจางบประมาณมีความซับซ้อนขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงที่รัฐบาลจะไม่สามารถผ่านงบประมาณได้ จนนำไปสู่ภาวะชัตดาวน์ (Government Shutdown) ตั้งแต่ช่วงปลายปีต่อเนื่องถึงต้นปีหน้า
แม้หน่วยงานสำคัญอย่างกระทรวงกลาโหมจะไม่ได้รับผลกระทบในลักษณะเดียวกับหน่วยงานอื่น แต่หน่วยงานภาครัฐบางส่วน เช่น สถาบันสมิธโซเนียน พิพิธภัณฑ์ และอุทยานแห่งชาติ อาจต้องปิดให้บริการ รวมถึงบริการภาครัฐบางประเภทที่ดูแลประชาชน ขณะเดียวกัน ข้าราชการบางส่วนอาจไม่ได้รับเงินเดือนในช่วงที่เกิดชัตดาวน์ ส่งผลให้การใช้จ่ายภาคครัวเรือนลดลง
เพดานหนี้ยังไม่ใช่ความเสี่ยงเฉพาะหน้า แต่ต้องจับตาปี 2028
สำหรับประเด็นเพดานหนี้สาธารณะ ดร.ปิยศักดิ์ประเมินว่า ยังไม่น่ากังวลมากนักในระยะสั้น เนื่องจากกฎหมาย One Big Beautiful Bill Act ที่ทรัมป์ผลักดันเมื่อปีที่ผ่านมา ได้ปรับเพิ่มเพดานหนี้สหรัฐฯ ขึ้นเป็น 41 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่หนี้สาธารณะอยู่ที่ประมาณ 40 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ยังมีพื้นที่สำหรับการกู้ยืมเพิ่มเติมอีกประมาณ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
การคาดการณ์ในปัจจุบันชี้ว่า สหรัฐฯ อาจเผชิญข้อจำกัดจากเพดานหนี้อีกครั้งในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2028 ดังนั้น ปีหน้าจึงยังไม่น่ามีปัญหาเรื่องเพดานหนี้โดยตรง อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งระหว่างฝ่ายการเมืองเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม
‘ทรัมป์’ เสี่ยงเป็น ‘เป็ดง่อย’ ผลักดันนโยบายยากขึ้น
อีกประเด็นที่ต้องจับตาคือสถานะทางการเมืองของทรัมป์ หากพรรครีพับลิกันพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งกลางเทอม โดยเฉพาะกรณีที่สูญเสียเสียงข้างมากทั้งสองสภา อาจทำให้ทรัมป์เข้าสู่ภาวะที่เรียกว่า Lame Duck หรือประธานาธิบดีที่อำนาจทางการเมืองลดลง
เมื่อพรรครีพับลิกันเริ่มหันไปให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งถัดไปมากกว่าการผลักดันวาระของทรัมป์ รัฐบาลก็จะประสบความยากลำบากในการผลักดันนโยบายผ่านสภา โดยเฉพาะนโยบายที่ต้องอาศัยการอนุมัติจากฝ่ายนิติบัญญัติ
อย่างไรก็ตาม นโยบายบางส่วนที่ดำเนินการไปแล้วอาจไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง เช่น มาตรการกำแพงภาษีที่รัฐบาลดำเนินการผ่านมาตรา 301 และนโยบายด้านการเข้าเมืองที่ผ่านกระบวนการทางกฎหมายไปแล้ว
แต่หากรัฐบาลต้องการลดภาษีเพิ่มเติม เพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม หรือผลักดันมาตรการใหม่ที่ต้องพึ่งพาความเห็นชอบจากสภา ก็อาจทำได้ยากขึ้น โดยเฉพาะหากพรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรหรือทั้งสองสภา
งบประมาณติดขัด กดดันบอนด์ยีลด์และเพิ่มความเสี่ยงหนี้สาธารณะ
ดร.ปิยศักดิ์ระบุว่า สิ่งที่น่ากังวลคือข้อจำกัดด้านการคลัง ซึ่งอาจส่งผลให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาว (Bond Yield) ยังคงอยู่ในระดับสูง แม้จะยังไม่ถึงช่วงเวลาที่ต้องปรับเพิ่มเพดานหนี้ก็ตาม
ปัญหาการจัดทำงบประมาณที่ยากขึ้นอาจทำให้การบริหารหนี้สาธารณะมีความเสี่ยงมากขึ้น และส่งผลต่อเนื่องไปยังตลาดเงินและตลาดทุน
โดยปกติ การเลือกตั้งกลางเทอมมักทำให้พรรคของประธานาธิบดีสูญเสียที่นั่งในสภาอยู่แล้ว ตลาดการเงินจึงอาจมองว่าการลดอำนาจของประธานาธิบดีช่วยจำกัดการผลักดันนโยบายที่สร้างความผันผวนได้ในระดับหนึ่ง
สำหรับทรัมป์ แม้การสูญเสียอำนาจในสภาอาจเพิ่มโอกาสให้สงครามคลี่คลายเร็วขึ้น แต่ข้อจำกัดด้านงบประมาณและการดำเนินนโยบายอื่น ๆ ก็อาจสร้างแรงกดดันต่อตลาดพันธบัตรและเพิ่มความเสี่ยงทางการคลัง
ทั้งนี้ IMF ยังเน้นย้ำถึงความเสี่ยงจากการขาดดุลการคลังที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก ซึ่งทำให้หนี้สาธารณะขยายตัวและเพิ่มแรงกดดันต่ออัตราดอกเบี้ย รัฐบาลแต่ละประเทศจึงจำเป็นต้องระมัดระวังการใช้จ่ายและพิจารณามาตรการรัดเข็มขัด แม้การดำเนินการดังกล่าวจะทำได้ยากในทางการเมืองก็ตาม
‘ทรัมป์’ ยังมีช่องทางขึ้นภาษี แม้พ่ายแพ้เลือกตั้งกลางเทอม
เมื่อประเมินว่าการลดอำนาจของทรัมป์อาจเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจโลก เพราะช่วยจำกัดการขยายสงครามและการเปิดสงครามการค้าผ่านมาตรการภาษี ดร.ปิยศักดิ์มองว่า ผลบวกดังกล่าวอาจเกิดขึ้นได้เพียงบางส่วน เนื่องจากรัฐบาลสหรัฐฯ ยังมีช่องทางใช้มาตรการภาษีรูปแบบอื่น
หนึ่งในประเด็นที่ต้องติดตามคือการสอบสวนทางการค้าที่เกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับ (Forced Labor) และกำลังการผลิตส่วนเกิน (Overcapacity) ซึ่งอาจนำไปสู่การเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมจากประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะไทย
มาตรการด้านแรงงานบังคับมีการเรียกเก็บภาษีในอัตราประมาณ 10-12.5% กับประเทศต่าง ๆ ไปแล้ว ขณะที่ประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกินยังอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาในบางกรณี โดยบราซิลเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการกล่าวถึง
ดังนั้น แม้พรรครีพับลิกันจะพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งกลางเทอม รัฐบาลทรัมป์ก็ยังอาจใช้ช่องทางดังกล่าวเพิ่มแรงกดดันทางการค้าต่อประเทศคู่ค้าได้ อย่างไรก็ตาม การขึ้นภาษีมากเกินไปย่อมเพิ่มต้นทุนสินค้าและค่าครองชีพของประชาชนชาวอเมริกัน ทำให้รัฐบาลต้องเผชิญข้อจำกัดมากขึ้นเช่นกัน
สงครามอาจลดความรุนแรง แต่เปิดช่องให้จีน–รัสเซียขยายอิทธิพล
ในมิติภูมิรัฐศาสตร์ การลดอำนาจของทรัมป์อาจช่วยจำกัดการใช้กำลังทางทหารของสหรัฐฯ และเพิ่มโอกาสให้สงครามยุติเร็วขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็อาจเปิดพื้นที่ให้มหาอำนาจระดับรองอย่างจีน อินเดีย และรัสเซีย เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในเวทีโลก
สถานการณ์ดังกล่าวจึงไม่ได้หมายความว่าโลกจะมีความปลอดภัยมากขึ้นโดยอัตโนมัติ เพราะการเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจระหว่างประเทศอาจนำไปสู่ความขัดแย้งรูปแบบใหม่ได้เช่นกัน
จับตาน้ำมันพุ่ง เสี่ยงดันเงินเฟ้อและดอกเบี้ยทั่วโลก
สำหรับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ดร.ปิยศักดิ์กล่าวถึงความเคลื่อนไหวของอิหร่านและกลุ่มฮูตี ซึ่งยังคงสร้างแรงกดดันต่อซาอุดีอาระเบีย แม้การเผชิญหน้าโดยตรงระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ จะมีแนวโน้มชะลอลงก็ตาม โดยมีรายงานการโจมตีสนามบินและเหตุการณ์ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต
สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 106.99-107 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มความกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อในระยะต่อไป
แม้แรงกดดันด้านเงินเฟ้อในปัจจุบันยังไม่สูงมากนัก แต่หากราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ก็มีโอกาสส่งผ่านไปยังต้นทุนสินค้าและบริการ ทำให้เงินเฟ้อเร่งตัวขึ้น และอาจบีบให้ธนาคารกลางประเทศต่าง ๆ ต้องพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
ผลที่ตามมาคือผลตอบแทนพันธบัตรอาจเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ภาคธุรกิจต้องเผชิญต้นทุนทางการเงินที่แพงขึ้น กระทบต่อการลงทุนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวม
ดร.ปิยศักดิ์สรุปว่า ความเสี่ยงจากสงครามในตะวันออกกลางยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะอาจเชื่อมโยงไปสู่ราคาพลังงาน เงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย ผลตอบแทนพันธบัตร และต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจเป็นทอด ๆ ซึ่งเป็นห่วงโซ่ความเสี่ยงที่อาจส่งผลต่อตลาดเงิน ตลาดทุน และเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป




