ศาลฎีกาสหรัฐ เลื่อนตัดสินคดีภาษี ทรัมป์ ไป  14 ม.ค.

10 ม.ค. 2569 - 11:00

  • คดีฟ้องร้องการใช้อำนาจกำหนดกำแพงภาษีนำเข้าของประธานาธิบดี ทรัมป์

  • เกิดการฟ้องร้องโดยบริษัทชั้นนำและผู้นำเข้ากว่าหนึ่ง 1,000 บริษัท

  • ผลของคดีถ้าแพ้อาจต้องคืนเงินภาษีที่เก็บไปแล้ว ซึ่งจะกระทบกับงบประมาณของประเทศ

ศาลฎีกาสหรัฐ  เลื่อนตัดสินคดีภาษี ทรัมป์ ไป  14 ม.ค.

ศาลฎีกาสหรัฐฯ เลื่อนตัดสินคดีภาษี “ทรัมป์” ไป14 ม.ค.

ศาลฎีกาสหรัฐ (Supreme Court) ยังไม่มีคำตัดสินขั้นสุดท้าย ในคดีที่เกี่ยวกับนโยบายภาษีนำเข้าขนาดใหญ่ของ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยคาดว่าจะมีการประกาศในวันที่ 14 มกราคม 2569

คดีนี้เกิดขึ้นเมื่อ ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ประกาศนโยบายภาษีนำเข้าเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2025 ให้มีการเก็บภาษีขั้นต่ำ 10% สำหรับสินค้าทุกประเทศ และเพิ่มภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) เฉพาะกลุ่มที่สูงถึง 50% กับประเทศที่สหรัฐฯ มองว่ามีข้อเสียเปรียบทางการค้า เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมทางการค้า และส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินโลกอย่างรุนแรง

ผลจาการประกาศทำให้กลุ่มผู้นำเข้าและบริษัทกว่า 1,000 แห่ง โต้แย้งว่าประธานาธิบดีใช้อำนาจเกินขอบเขต เพราะอำนาจการจัดเก็บภาษีเป็นของสภาคองเกรสตามรัฐธรรมนูญ ขณะที่ประธานาธิบดี อ้างว่าการขาดดุลการค้าและปัญหายาเสพติด (Fentanyl) ถือเป็นภาวะฉุกเฉินระดับชาติที่ให้อำนาจประธานาธิบดีเข้าแทรกแซงทางเศรษฐกิจได้

ศาลได้ เลื่อนการตัดสินคดีนี้ออกไปเป็นวันที่ 14 มกราคม 2026 โดยยังไม่ได้เผยว่าจะตัดสินอย่างไร การพิจารณาครั้งนี้มีผลกระทบกว้างทั้งต่อ อำนาจของประธานาธิบดีในการกำหนดมาตรการการค้า และ นโยบายเศรษฐกิจโลก

ผลกระทบของคดีนี้ต่อเศรษฐกิจและธุรกิจทั่วโลก

นักวิเคราะห์และเจ้าหน้าที่เศรษฐกิจระบุว่า หากศาลตัดสินว่า มาตรการภาษีผิดกฎหมายจริงรัฐบาลอาจต้องคืนเงินภาษีที่เก็บไปแล้วกว่า 1.33 แสนล้านดอลลาร์ ให้กับบรรดาผู้นำเข้า ผลกระทบจะเกิดกับงบประมาณรัฐ รายได้ภาษีที่คาดการณ์ไว้ สูงถึง 1.95 แสนล้านดอลลาร์ในปีงบประมาณ 2025 จะหายไปทันที

รัฐบาลสหรัฐ ได้เตรียมรับมือกับผลของคดี โดยหากศาลคว่ำการใช้อำนาจของประธานาธิบดีสหรัฐจริง รัฐบาลยังมีเครื่องมือกฎหมายอื่น (เช่น มาตรา 232) เพื่อออกมาตรการภาษีในลักษณะอื่นต่อไปได้ แต่ขีดความสามารถและความเร็วในการดำเนินการอาจลดลง  

ผลกระทบสำหรับประเทศไทยหาก “ทรัมป์” แพ้

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เคยให้ความเห็นกับสื่อมวลชนไว้ว่า หากศาลพิจารณาตัดสินว่การเก็บภาษีไม่สามารถทำได้ อัตราภาษีนำเข้าสหรัฐฯ จะไปอยู่ที่อัตราเดิม โดยภาษีสินค้าที่ไทยส่งออกไป ผู้ประกอบการอาจต้องพิจารณาขอเรียกคืนภาษี เชื่อว่า รัฐบาลสหรัฐไม่ได้ประมาทและเตรียมรับมือกับผลคดีไว้แล้ว โดยจะใช้มาตรการอื่นแทน

มาตรการภาษีที่อาจนำมาใช้ อาทิ การกำหนดอัตราภาษีเฉพาะสินค้าตาม ม.232 ของกฎหมายการขยายการค้า (Trade Expansion Act) เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ต่อความมั่นคงแห่งชาติ โดยการกำหนดอัตราภาษีสูงเกินกว่าอัตราภาษีที่ถูกเก็บ และอาจมีการกำหนดให้เก็บภาษีเฉพาะบางกิจการกลุ่มอุตสาหกรรม หรือรายการสินค้า หากใช้มาตรการนี้ อาจจะเป็นประโยชน์ เพราะสินค้าที่ถูกเก็บส่วนใหญ่ จะไม่ถูกผลกระทบ แต่หากศาลตัดสินว่า ยังสามารถดำเนินการด้านภาษีต่อได้ กระทรวงพาณิชยังจะดำเนินการทางเทคนิค โดยล่าสุด  ไทยพูดคุยด้านเทคนิค และได้ประสานไปทางสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) แล้ว


เรื่องเด่นประจำสัปดาห์