ครม.ปลดล็อกเมืองการบินอู่ตะเภา ดึงลงทุน 1.3 ล้านล้าน

25 ส.ค. 2569 - 18:28

  • ครม.เดินหน้ามาตรการเมืองการบินอู่ตะเภา เปิดสิทธิประโยชน์ด้านภาษีและ EECa Visa หวังเร่งตัดสินใจลงทุน

  • ตั้งเป้าดึงเงินลงทุนเอกชน 1.3 ล้านล้านบาท ตลอดอายุโครงการ พร้อมสร้างการจ้างงานกว่า 63,701 ตำแหน่ง

  • คาดปีแรกเพิ่ม GDP กว่า 3.7 หมื่นล้านบาท ดึงนักท่องเที่ยว 4 แสนคนต่อปี และกระตุ้นการใช้จ่ายในพื้นที่ 2 หมื่นล้านบาท

ครม.ปลดล็อกเมืองการบินอู่ตะเภา ดึงลงทุน 1.3 ล้านล้าน

ครม.ปลดล็อกสิทธิประโยชน์ ‘เมืองการบินอู่ตะเภา’ ดึงลงทุน 1.3 ล้านล้าน จ้างงาน 6.3 หมื่นตำแหน่ง

ครม.เดินหน้าปลดล็อกมาตรการลงทุน ‘เมืองการบินอู่ตะเภา’ หวังเร่งสร้างกิจกรรมเศรษฐกิจในพื้นที่ EEC ตั้งเป้าดึงเงินลงทุนเอกชน 1.3 ล้านล้านบาท สร้างงานกว่า 63,700 ตำแหน่ง พร้อมคาดปีแรกหลังเปิดให้บริการเพิ่ม GDP กว่า 3.7 หมื่นล้านบาท

ท่ามกลางโจทย์การลงทุนของไทยที่ต้องเร่งสร้างแรงจูงใจใหม่เพื่อดึงเงินลงทุนภาคเอกชน คณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ (25 สิงหาคม 2569) เดินหน้าอีกหนึ่งโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ด้วยการรับทราบมาตรการสนับสนุนที่จำเป็นและเร่งด่วนสำหรับโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก

เป้าหมายไม่ได้อยู่เพียงการพัฒนาสนามบิน แต่คือการสร้าง ‘เมืองการบิน’ ให้เป็นศูนย์กลางกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ดึงผู้ประกอบการและอุตสาหกรรมเป้าหมายเข้ามาลงทุน เชื่อมโยงการเดินทาง การท่องเที่ยว และธุรกิจโดยรอบ และเร่งให้มาตรการต่าง ๆ สามารถใช้ได้จริงภายในวันที่ 30 กันยายน 2569

ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวเป็นไปตามมติคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน ดึงดูดผู้ประกอบการและอุตสาหกรรมเป้าหมาย และผลักดันโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกให้เดินหน้าโดยเร็ว

หั่นภาษี-เปิด EECa Visa ดึงทุนและบุคลากร

หัวใจสำคัญของมาตรการรอบนี้ คือการสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนเข้ามาลงทุน โดยเปิดทางให้ผู้ประกอบการสามารถนำรายจ่ายลงทุนในสินทรัพย์ (CAPEX) และรายจ่ายดำเนินงาน (OPEX) มาหักในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ 2 เท่า

ขณะเดียวกัน ยังสามารถพิจารณามาตรการเพิ่มเติมสำหรับธุรกิจที่ลงทุนในแรงงานทักษะสูง เทคโนโลยีสมัยใหม่ พลังงานสะอาด การถ่ายทอดองค์ความรู้หรือเทคโนโลยี และการลงทุนในสินทรัพย์มูลค่าสูงที่อยู่ในอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ

ด้านการดึงบุคลากรจากต่างประเทศ รัฐบาลเตรียมอำนวยความสะดวกให้ชาวต่างชาติสามารถเข้ามาทำงานหรือประกอบกิจการในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเมืองการบินภาคตะวันออก ผ่านการตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราวเป็นกรณีพิเศษ หรือ EECa Visa

รวมถึงลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับผู้ประกอบกิจการขนส่งระหว่างประเทศเฉพาะการขนส่งทางอากาศ โดยมาตรการด้านภาษีจะกำหนดระยะเวลาคราวละ 5 ปี ก่อนประเมินผลสัมฤทธิ์และความคุ้มค่าเพื่อพิจารณาต่ออายุ

ไม่หยุดแค่สนามบิน เล็งต่อยอด Cruise-Yacht-Feeder

อีกด้านหนึ่ง รัฐบาลต้องการขยายกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้เชื่อมโยงกับเมืองการบินมากกว่าธุรกิจการบินโดยตรง โดยมีแนวทางลดค่าจดทะเบียนการเช่าและค่าจดทะเบียนโอนอสังหาริมทรัพย์

พร้อมศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนา ท่าเรือสำราญ (Cruise) ท่าเรือยอร์ช (Yacht Marina) และระบบขนส่งขนาดรอง (Feeder Systems) รวมถึงการขยายพื้นที่เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเมืองการบินภาคตะวันออก

แนวทางดังกล่าวจะช่วยเชื่อมสนามบินเข้ากับกิจกรรมด้านการท่องเที่ยว การเดินทาง และการลงทุนในพื้นที่โดยรอบ เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจที่ต่อเนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานหลัก

นอกจากนี้ กพอ. ยังเห็นชอบให้ปรับมาตรการบางส่วนให้สอดคล้องกับกฎหมายและการปฏิบัติจริง โดยเฉพาะแนวทางยกเว้นภาษีอากรสำหรับการอุปโภคบริโภคและการประกอบกิจการในเขตประกอบการค้าเสรี (Free Trade Zone) รวมถึงการนำเข้า ซ่อมบำรุง และเก็บรักษารถแข่ง รถคลาสสิก และรถสะสมส่วนบุคคล ซึ่งจะต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ต่อไป

เป้าดึงลงทุน 1.3 ล้านล้าน สร้างงาน 6.3 หมื่นตำแหน่ง

ผลที่รัฐบาลคาดหวังจากมาตรการครั้งนี้ จึงไม่ได้วัดเพียงความคืบหน้าของโครงการสนามบิน แต่รวมถึงการสร้าง ‘ระบบนิเวศทางเศรษฐกิจ’ รอบเมืองการบิน

สกพอ. ประเมินว่า โครงการจะช่วยกระตุ้นการลงทุนจากภาคเอกชนประมาณ 1.3 ล้านล้านบาทตลอดอายุโครงการ และสร้างการจ้างงานรวมกว่า 63,701 ตำแหน่ง

ขณะเดียวกัน เมื่อเริ่มเปิดให้บริการ คาดว่าจะช่วยเพิ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 400,000 คนต่อปี และเพิ่มการจับจ่ายใช้สอยในพื้นที่ประมาณ 20,000 ล้านบาท

ที่สำคัญคือคาดว่าจะสร้างผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP เพิ่มขึ้นมากกว่า 37,000 ล้านบาทในปีแรกที่เปิดให้บริการ และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องตลอดระยะเวลาโครงการ

เร่งออกกฎหมาย หวังเห็นผลภายใน ก.ย.นี้

สำหรับโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ถือเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของ EEC โดย สกพอ. และบริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด (UTA) ได้ลงนามสัญญาร่วมลงทุนตั้งแต่วันที่ 19 มิถุนายน 2563

หลังจากนี้ กพอ. มอบหมายให้ สกพอ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการออกกฎหมายและดำเนินการตามมาตรการที่ได้รับความเห็นชอบ เพื่อให้สามารถเกิดผลในทางปฏิบัติภายใน 30 กันยายน 2569

ภาพที่รัฐบาลต้องการเห็นจึงไม่ใช่เพียง “สนามบินใหม่” แต่เป็นการใช้โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่เป็นตัวเร่งให้เกิดเงินลงทุนใหม่ ธุรกิจใหม่ การจ้างงาน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่อเนื่องใน EEC

หากมาตรการจูงใจสามารถเปลี่ยนจากสิทธิประโยชน์บนกระดาษไปสู่การตัดสินใจลงทุนจริงได้ตามเป้า เมืองการบินอู่ตะเภาจะกลายเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการดึงเม็ดเงินเอกชนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์