เมื่อมาตรการภาษีนำเข้าสินค้าจีนที่ผ่านเวียดนามของโดนัลด์ ทรัมป์ มีผลบังคับใช้ในวันศุกร์นี้ บริษัทต่างๆ ในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่าสินค้าใดจะถูกจัดอยู่ในข่ายดังกล่าว
ข้อตกลงการค้าใหม่กับสหรัฐฯ
ฮานอยได้บรรลุข้อตกลงกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลักสำหรับสินค้าเสื้อผ้าและรองเท้า โดยกำหนดอัตราภาษีนำเข้าที่ 20% สำหรับสินค้าจากเวียดนาม อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงยังระบุว่าอัตราภาษีจะเพิ่มเป็น 40% สำหรับสินค้าที่ผลิตในประเทศที่สามและใช้เวียดนามเป็นช่องทางหลบเลี่ยงกำแพงภาษีการค้า ซึ่งเรียกว่ากระบวนการทรานส์ชิปเมนต์
กง ซีหัว เจ้าของชาวจีนของบริษัท Huashuo ซึ่งแปรรูปพลาสติกนำเข้าจากจีนที่ไฮฟอง กล่าวว่า ภาษีพิเศษนี้จะไม่มีผลกระทบ เพราะไดเดำเนินการแปรรูปและผลิตทั้งหมดที่นี่ (ในเวียดนาม)" บริษัทผลิตชิ้นส่วนพลาสติกและบรรจุภัณฑ์ โดยส่งออก 90% ไปยังสหรัฐฯ และนำเข้าเม็ดพลาสติก 40% จากจีน
ความท้าทายในการกำหนดนิยาม
อดัม อาหมัด ซัมดิน นักเศรษฐศาสตร์จาก Oxford Economics ชี้ว่า มีความเป็นไปได้สูงที่สินค้าทรานส์ชิปเมนต์จะรวมถึงสินค้าที่ผลิตโดยใช้วัตถุดิบจากจีนด้วย ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น เวียดนามจะเป็นประเทศที่เปราะบางที่สุดในเอเชีย
ภายใต้แรงกดดันจากสหรัฐฯ ฮานอยได้ให้คำมั่นตั้งแต่เดือนเมษายนว่าจะเข้มงวดการควบคุมแหล่งกำเนิดสินค้าเพื่อป้องกันการทุจริตเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ ‘Made in Vietnam’ โดยกำหนดว่าวัสดุและการผลิตในเวียดนามต้องมีมูลค่าอย่างน้อย 35% ของมูลค่าผลิตภัณฑ์สุดท้ายจึงจะได้รับใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า
ผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน
ข้อมูลระบุว่าระหว่างเดือนมกราคมถึงพฤษภาคม การนำเข้าของเวียดนามจากจีนเพิ่มขึ้นประมาณ 25% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่การส่งออกไปสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นกว่า 27% แต่มาร์เซล ธีเลียนท์ จาก Capital Economics วิเคราะห์ว่ามีเพียง 20% ของการเพิ่มขึ้นนี้ที่เกิดจากการเปลี่ยนเส้นทางสินค้าที่มีต้นกำเนิดจากจีน
"เวียดนามเพิ่มการพึ่งพาสินค้ากลางจากจีนอย่างมหาศาล ความพยายามของสหรัฐฯ ที่จะสร้างพื้นที่มากขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พร้อมกับแยกจีนออกจะเป็นเรื่องยาก หากไม่เป็นไปไม่ได้เลย เพราะจีนกลายเป็นกุญแจสำคัญในห่วงโซ่อุปทานเอเชีย" อลิเซีย การ์เซีย เอร์เรโร นักเศรษฐศาสตร์จาก Natixis กล่าว
อนาคตที่ไม่แน่นอน
ฉิว จี้เต๋อ ประธานบริษัท Huashuo เปิดเผยว่า มีบริษัทขนาดใหญ่หลายแห่งย้ายฐานการผลิตจากจีนมาเวียดนามแล้ว ส่วนผู้ประกอบการหลายคนกำลังรอดูสถานการณ์ และรายละเอียดของเงื่อนไขต่าง ๆ
ภาคอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งได้ประโยชน์มากที่สุดจากกลยุทธ์ ‘China plus one’ ของบริษัทต่างชาติ กลับเป็นภาคที่เปราะบางที่สุดเนื่องจากพึ่งพาวัตถุดิบจากจีนในสัดส่วนสูง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เวียดนามทำหน้าที่เป็นเพียงฐานประกอบขั้นสุดท้ายเป็นส่วนใหญ่
หากวอชิงตันตัดสินใจลงโทษสัดส่วนวัสดุหรือชิ้นส่วนจีนในผลิตภัณฑ์เวียดนาม กลยุทธ์ China plus one อาจต้องเผชิญกับอุปสรรคครั้งใหญ่ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมการผลิตในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในระยะยาว




