วอลมาร์ต ผู้ค้าปลีกยักษ์ใหญ่ของสหรัฐอเมริกา ประกาศปรับเพิ่มเป้าหมายยอดขายและกำไรสำหรับปีนี้ แม้จะเผชิญกับต้นทุนสินค้านำเข้าที่เพิ่มขึ้นจากนโยบายภาษีของประธานาธิบดี Donald Trump
ผลการดำเนินงานไตรมาส 2 โดดเด่น
วอลมาร์ตสามารถทำยอดขายในช่วง 3 เดือนที่สิ้นสุด 31 กรกฎาคม ได้ 177.4 พันล้านดอลลาร์ เติบโตขึ้น 4.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเกินคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ อย่างไรก็ตาม กำไรต่อหุ้นปรับปรุงแล้วอยู่ที่ 68 เซนต์ ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้
ยอดขายออนไลน์ทั่วโลกเติบโต 25% ขณะที่ในสหรัฐอเมริกาเพียงประเทศเดียวเติบโต 26% โดยการขายผ่านช่องทางการจัดส่งจากร้านค้าเติบโตเกือบ 50% นอกจากนี้ บริษัทยังมียอดขายที่แข็งแกร่งในหมวดของชำและสินค้าเพื่อสุขภาพ
การปรับเพิ่มเป้าหมายท่ามกลางความท้าทาย
บริษัทปรับเพิ่มเป้าหมายยอดขายสุทธิสำหรับปีการเงินนี้ให้อยู่ที่ 3.75-4.75% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ 3.0-4.0% พร้อมทั้งยกระดับเป้าหมายกำไรต่อหุ้นปรับปรุงแล้วเป็น 2.52-2.62 ดอลลาร์ จากเดิม 2.50-2.60 ดอลลาร์ต่อหุ้น
การเติบโตของยอดขายระหว่างประเทศได้รับแรงหนุนจากตลาดสำคัญหลายแห่ง รวมถึงจีน เม็กซิโก และอเมริกากลาง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการขยายตัวในตลาดต่างประเทศของบริษัท
ผลกระทบจากนโยบายภาษีใหม่
ประธานาธิบดี Trump ได้กลับมาดำรงตำแหน่งในเดือนมกราคม และได้ออกนโยบายภาษีนำเข้า 10% สำหรับสินค้าจากคู่ค้าส่วนใหญ่ ในต้นเดือนนี้ อัตราภาษี 10% ได้ถูกปรับขึ้นเป็นระดับที่แตกต่างกันสำหรับหลายสิบประเทศ รวมถึงสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้
วอลมาร์ตเคยเตือนในเดือนพฤษภาคมว่าอาจต้องปรับเพิ่มราคาสินค้าเนื่องจากภาษีที่สูงขึ้น โดยระบุว่าบริษัทอาจไม่สามารถแบกรับภาระที่เพิ่มขึ้นทั้งหมดได้ อย่างไรก็ตาม ในการนำเสนอผลประกอบการครั้งนี้ วอลมาร์ตยืนยันว่ามีการจัดการสินค้าคงคลังที่แข็งแกร่ง แต่ยอมรับว่ามีต้นทุนที่สูงขึ้นสำหรับสินค้านำเข้า
หุ้นวอลมาร์ตปรับตัวลดลงมากกว่า 3.4% ในตลาดก่อนเปิดซื้อขาย สะท้อนความกังวลของนักลงทุนต่อผลกระทบระยะยาวจากนโยบายภาษีนำเข้า คำถามที่เหลืออยู่คือ วอลมาร์ตจะสามารถรักษาการเติบโตที่แข็งแกร่งได้นานแค่ไหนเมื่อแรงกดดันด้านต้นทุนยังคงเพิ่มขึ้น?




