วันนี้ถือเป็นวันชี้ชะตาครั้งสำคัญแห่งหน้าประวัติศาสตร์องค์กรอิสระ เมื่อคณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เตรียมนัดพิจารณาปมปัญหาคุณสมบัติของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ซึ่งยืดเยื้อมานานกว่า 3 ปี ท่ามกลางกระแสเรียกร้องจากหลายภาคส่วนให้คณะกรรมการฯ ยึดมั่นในหลักนิติรัฐและการปกป้องพระราชอำนาจตามรัฐธรรมนูญ
ไชยยันต์ ไชยพร อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความบนบัญชีเฟซบุ๊กส่วนตัว ส่งข้อความถึง สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการ กสทช. มีสาระสำคว่าดังนี้

ปมสถานะการเป็นพนักงานรัฐก่อนรับโปรดเกล้าฯ
ประเด็นข้อพิพาทหลักที่เป็นที่จับตา คือความชอบด้วยกฎหมายตาม มาตรา 18 แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ซึ่งระบุอย่างชัดเจนว่า ผู้ที่ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภา หากยังมีลักษณะต้องห้าม ต้องแสดงหลักฐานการลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพดังกล่าวก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง หากไม่ดำเนินการภายในเวลาที่กำหนด ให้ถือว่าสละสิทธิและต้องสรรหาใหม่
มีการปรากฏข้อเท็จจริงผ่านหลักฐานจากมหาวิทยาลัยมหิดลและกรมสรรพากร ว่าในช่วงก่อนวันที่จะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งในวันที่ 13 เมษายน 2565 นั้น นพ.สรณ อาจยังคงมีสถานะเกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยมหิดล ทั้งในฐานะพนักงานมหาวิทยาลัยและแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง ซึ่งเข้าข่ายการมีลักษณะต้องห้ามในฐานะ “พนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ”
ผลกระทบต่อหลักนิติรัฐและบรรทัดฐานองค์กรอิสระ
หลายฝ่ายแสดงความกังวลว่า การพิจารณาของคณะกรรมการสรรหาฯ ในครั้งนี้ มิใช่เพียงการตัดสินสถานะของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เป็นการปกป้องความศักดิ์สิทธิ์ของกระบวนการแต่งตั้งตามรัฐธรรมนูญ
การคุ้มครองพระราชอำนาจ: การปล่อยให้บุคคลที่ขาดคุณสมบัติหรือมีกระบวนการที่ไม่ถูกต้องครบถ้วนเข้าสู่กระบวนการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง และยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ถือเป็นเรื่องที่สุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดพระราชอำนาจตามรัฐธรรมนูญ
อันตรายจากการสร้างบรรทัดฐานใหม่: หากคณะกรรมการสรรหาฯ มีเจตนาฟอกขาวหรือมองข้ามพยานหลักฐานทางกฎหมาย กรณีนี้จะกลายเป็นแบบอย่างให้ผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้าสู่องค์กรอิสระรายอื่นๆ ในอนาคต นำมาอ้างเพื่อขอผ่อนปรนเงื่อนไข ส่งผลให้มาตรฐานขององค์กรอิสระทั้งระบบถูกลดทอนลงจนไม่มีผลบังคับใช้ในทางปฏิบัติ

เพื่อนร่วมรุ่นร่อนจดหมายเปิดผนึก ปลุกจิตสำนึก "อัสสัมชนิก"
ในห้วงเวลาเดียวกัน นายไชยันต์ ศิษย์เก่าอัสสัมชัญ (A.C. 24706) ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทร่วมรุ่นของ นพ.สรณ ได้เผยแพร่จดหมายเปิดผนึกถึงประธาน กสทช. เพื่อเรียกร้องให้ทบทวนบทบาทของตนเอง โดยอ้างอิงถึงเกียรติภูมิของความเป็น "อัสสัมชนิก"
ข้อความในจดหมายระบุถึงความชื่นชมในจุดเริ่มต้นที่ นพ.สรณ มี "จิตอาสา" ยอมสละรายได้สูงจากการเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหัวใจมารับใช้ชาติ พร้อมยกย่องศิษย์เก่าอัสสัมชัญรุ่นพี่ที่เคยสร้างคุณูปการและเป็นสัญลักษณ์ของความซื่อสัตย์สุจริตต่อสังคม อาทิ พระยาศราภัยพิพัฒ, ศ.ป๋วย อึ๊งภากรณ์, ศ.สัญญา ธรรมศักดิ์ และ ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล
ตอนหนึ่งของจดหมายเปิดผนึกระบุไว้อย่างน่าสนใจว่า
"เมื่อเกิดปัญหาความไม่ถูกต้องในกระบวนการแต่งตั้ง เราก็น่าจะ 'แก้ไขในสิ่งผิด' เพื่อไม่ให้เกิดบรรทัดฐานที่บั่นทอนความน่าเชื่อถือของกระบวนการแต่งตั้งองค์กรอิสระทั้งระบบ และเป็นแบบอย่างที่ไม่พึงปรารถนาต่อการใช้อำนาจของรัฐในอนาคต"
บทสรุปของเรื่องนี้จึงตกอยู่ที่คณะกรรมการสรรหา กสทช. ว่าจะสามารถยืนหยัดพิจารณาตามพยานหลักฐานและบทบัญญัติของกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา ปราศจากแรงกดดันทางการเมืองหรือความสัมพันธ์ส่วนบุคคลได้หรือไม่ เพราะความเสียหายที่จะเกิดขึ้นหากละเลยหลักการนี้ จะไม่ใช่แค่เรื่องของตำแหน่งบุคคล แต่คือความน่าเชื่อถือของหลักนิติรัฐและระบบการตรวจสอบของประเทศไทยทั้งระบบ
ไชยยันต์ ไชยพร อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความบนบัญชีเฟซบุ๊กส่วนตัว ส่งข้อความถึง สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการ กสทช. มีสาระสำคัญ ว่า
วันนี้ถือเป็นวันชี้ชะตาครั้งสำคัญแห่งหน้าประวัติศาสตร์องค์กรอิสระ เมื่อคณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เตรียมนัดพิจารณาปมปัญหาคุณสมบัติของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ซึ่งยืดเยื้อมานานกว่า 3 ปี ท่ามกลางกระแสเรียกร้องจากหลายภาคส่วนให้คณะกรรมการฯ ยึดมั่นในหลักนิติรัฐและการปกป้องพระราชอำนาจตามรัฐธรรมนูญ
ปมสถานะการเป็นพนักงานรัฐก่อนรับโปรดเกล้าฯ
ประเด็นข้อพิพาทหลักที่เป็นที่จับตา คือความชอบด้วยกฎหมายตาม มาตรา 18 แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ซึ่งระบุอย่างชัดเจนว่า ผู้ที่ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภา หากยังมีลักษณะต้องห้าม ต้องแสดงหลักฐานการลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพดังกล่าวก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง หากไม่ดำเนินการภายในเวลาที่กำหนด ให้ถือว่าสละสิทธิและต้องสรรหาใหม่
มีการปรากฏข้อเท็จจริงผ่านหลักฐานจากมหาวิทยาลัยมหิดลและกรมสรรพากร ว่าในช่วงก่อนวันที่จะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งในวันที่ 13 เมษายน 2565 นั้น นพ.สรณ อาจยังคงมีสถานะเกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยมหิดล ทั้งในฐานะพนักงานมหาวิทยาลัยและแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง ซึ่งเข้าข่ายการมีลักษณะต้องห้ามในฐานะ “พนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ”
ผลกระทบต่อหลักนิติรัฐและบรรทัดฐานองค์กรอิสระ
หลายฝ่ายแสดงความกังวลว่า การพิจารณาของคณะกรรมการสรรหาฯ ในครั้งนี้ มิใช่เพียงการตัดสินสถานะของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เป็นการปกป้องความศักดิ์สิทธิ์ของกระบวนการแต่งตั้งตามรัฐธรรมนูญ
การคุ้มครองพระราชอำนาจ: การปล่อยให้บุคคลที่ขาดคุณสมบัติหรือมีกระบวนการที่ไม่ถูกต้องครบถ้วนเข้าสู่กระบวนการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง และยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ถือเป็นเรื่องที่สุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดพระราชอำนาจตามรัฐธรรมนูญ
อันตรายจากการสร้างบรรทัดฐานใหม่: หากคณะกรรมการสรรหาฯ มีเจตนาฟอกขาวหรือมองข้ามพยานหลักฐานทางกฎหมาย กรณีนี้จะกลายเป็นแบบอย่างให้ผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้าสู่องค์กรอิสระรายอื่นๆ ในอนาคต นำมาอ้างเพื่อขอผ่อนปรนเงื่อนไข ส่งผลให้มาตรฐานขององค์กรอิสระทั้งระบบถูกลดทอนลงจนไม่มีผลบังคับใช้ในทางปฏิบัติ
เพื่อนร่วมรุ่นร่อนจดหมายเปิดผนึก ปลุกจิตสำนึก "อัสสัมชนิก"
ในห้วงเวลาเดียวกัน นายไชยันต์ ศิษย์เก่าอัสสัมชัญ (A.C. 24706) ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทร่วมรุ่นของ นพ.สรณ ได้เผยแพร่จดหมายเปิดผนึกถึงประธาน กสทช. เพื่อเรียกร้องให้ทบทวนบทบาทของตนเอง โดยอ้างอิงถึงเกียรติภูมิของความเป็น "อัสสัมชนิก"
ข้อความในจดหมายระบุถึงความชื่นชมในจุดเริ่มต้นที่ นพ.สรณ มี "จิตอาสา" ยอมสละรายได้สูงจากการเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหัวใจมารับใช้ชาติ พร้อมยกย่องศิษย์เก่าอัสสัมชัญรุ่นพี่ที่เคยสร้างคุณูปการและเป็นสัญลักษณ์ของความซื่อสัตย์สุจริตต่อสังคม อาทิ พระยาศราภัยพิพัฒ, ศ.ป๋วย อึ๊งภากรณ์, ศ.สัญญา ธรรมศักดิ์ และ ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล
ตอนหนึ่งของจดหมายเปิดผนึกระบุไว้อย่างน่าสนใจว่า
"เมื่อเกิดปัญหาความไม่ถูกต้องในกระบวนการแต่งตั้ง เราก็น่าจะ 'แก้ไขในสิ่งผิด' เพื่อไม่ให้เกิดบรรทัดฐานที่บั่นทอนความน่าเชื่อถือของกระบวนการแต่งตั้งองค์กรอิสระทั้งระบบ และเป็นแบบอย่างที่ไม่พึงปรารถนาต่อการใช้อำนาจของรัฐในอนาคต"
บทสรุปของเรื่องนี้จึงตกอยู่ที่คณะกรรมการสรรหา กสทช. ว่าจะสามารถยืนหยัดพิจารณาตามพยานหลักฐานและบทบัญญัติของกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา ปราศจากแรงกดดันทางการเมืองหรือความสัมพันธ์ส่วนบุคคลได้หรือไม่ เพราะความเสียหายที่จะเกิดขึ้นหากละเลยหลักการนี้ จะไม่ใช่แค่เรื่องของตำแหน่งบุคคล แต่คือความน่าเชื่อถือของหลักนิติรัฐและระบบการตรวจสอบของประเทศไทยทั้งระบบ




