เมื่อพูดถึง ‘ก๊าซธรรมชาติ’ หลายคนอาจนึกถึงเชื้อเพลิงสำหรับผลิตกระแสไฟฟ้าเป็นหลัก แต่ในความเป็นจริง ก๊าซธรรมชาติไม่ได้ใช้ประโยชน์ได้แค่อย่างเดียว และคุณสมบัติของก๊าซจากแต่ละแหล่งยังแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ โดยสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ ก๊าซเปียก”(Wet Gas) และ ก๊าซแห้ง (Dry Gas)
ก๊าซเปียก (Wet Gas) ทรัพยากรมูลค่าสูงที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้หลากหลาย
ก๊าซเปียก เป็นก๊าซธรรมชาติที่มีมีเทนเป็นองค์ประกอบหลักประมาณ 50-80% และมีสารประกอบไฮโดรคาร์บอนชนิดอื่นปะปนอยู่ในสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง ไม่ว่าจะเป็น อีเทน โพรเพน บิวเทน และเพนเทนขึ้นไป
สารประกอบเหล่านี้สามารถนำมาแยกผ่านกระบวนการในโรงแยกก๊าซธรรมชาติ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในภาคอุตสาหกรรมได้หลากหลาย ทั้งการผลิตก๊าซหุงต้ม (LPG) การเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ตลอดจนการผลิตเม็ดพลาสติกและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน
นอกจากนี้ ก๊าซเปียกยังสามารถนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าได้เช่นกัน โดยแหล่งก๊าซประเภทนี้มักพบในอ่าวไทย
ก๊าซแห้ง (Dry Gas) เชื้อเพลิงสำคัญของภาคพลังงาน
ส่วนก๊าซแห้ง เป็นก๊าซธรรมชาติที่มีมีเทนเป็นองค์ประกอบหลักมากกว่า 90% ขณะที่สารประกอบไฮโดรคาร์บอนอื่น ๆ มีอยู่ในปริมาณค่อนข้างน้อย
ด้วยคุณสมบัติดังกล่าว ก๊าซแห้งจึงเหมาะสำหรับการนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงโดยตรง ทั้งในการผลิตไฟฟ้า การใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม และการใช้เป็นเชื้อเพลิงทั่วไป โดยพบได้ในหลายแหล่งสำคัญ เช่น การนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากเมียนมาร์ และการนำเข้า LNG จากต่างประเทศทั่วโลก เช่น ตะวันออกกลาง และสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย มาเลเซีย
ทำไม ‘ก๊าซเปียก’ จึงมีคุณค่ามากกว่าการเผาไหม้เพียงอย่างเดียว
จุดเด่นสำคัญของก๊าซเปียก คือ การมีสารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่สามารถแยกออกมาเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นอีเทน โพรเพน หรือบิวเทน ซึ่งล้วนเป็นวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี
ดังนั้น การนำก๊าซเปียกเข้าสู่กระบวนการแยกก๊าซก่อนนำไปใช้ จึงช่วยให้ประเทศสามารถใช้ทรัพยากรได้อย่างคุ้มค่ามากขึ้น สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ สร้างอุตสาหกรรมต่อเนื่อง และลดการพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ
กล่าวได้ว่า ก๊าซธรรมชาติ โดยเฉพาะ ‘ก๊าซเปียก’ ไม่ได้เป็นเพียงเชื้อเพลิงสำหรับผลิตไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังเป็นทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ที่สามารถต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง และเป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว





