จะเป็นยังไง ถ้าไทยไม่มีดาต้าเซ็นเตอร์

26 ส.ค. 2569 - 11:32

  • ไทยต้องมีดาต้าเซ็นเตอร์ ไม่ได้หมายความว่า “สร้างให้มากที่สุดก็ยิ่งดี” เพราะ Data Center ใช้พลังงานสูง ต้องการระบบทำความเย็น ใช้น้ำในบางรูปแบบ และต้องพึ่งพาระบบไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพ

  • Data Center เกี่ยวข้องกับ “อธิปไตยทางข้อมูล” ไม่แพ้เรื่องเศรษฐกิจ แต่ Data Center ก็ไม่ใช่คำตอบที่ดีโดยอัตโนมัติ

  • ในโลกที่ AI และข้อมูลกำลังกลายเป็นปัจจัยการผลิตใหม่ของเศรษฐกิจ Data Center ไม่ใช่แค่บ้านของข้อมูล แต่คือบ้านของเศรษฐกิจดิจิทัลทั้งประเทศ

จะเป็นยังไง ถ้าไทยไม่มีดาต้าเซ็นเตอร์

ดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ใช่แค่ตึกที่เต็มไปด้วยเซิร์ฟเวอร์ แต่คือ “โครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจดิจิทัล”

ทุกครั้งที่เราโอนเงินผ่านโมบายแบงก์กิ้ง ดู Netflix เรียกใช้บริการคลาวด์ ใช้ AI หรือซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล เบื้องหลังทั้งหมดล้วนต้องพึ่งพาพลังประมวลผลและพื้นที่จัดเก็บข้อมูล

คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า “ไทยควรมีดาต้าเซ็นเตอร์มากแค่ไหน” แต่ต้องถามให้ลึกกว่านั้นว่า “ถ้าวันหนึ่งประเทศไทยไม่มีดาต้าเซ็นเตอร์เลย เราจะเสียอะไรไปบ้าง?”

คำตอบคือ ไทยไม่ได้เสียแค่ตึกหรือเซิร์ฟเวอร์ แต่กำลังเสีย ความสามารถในการควบคุมข้อมูล การพัฒนา AI การดึงดูดการลงทุน และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ไทยกำลังเข้าสู่ยุค Data Center Boom

ตลาดดาต้าเซ็นเตอร์ไทยกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว จากมูลค่าประมาณ 1.45 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 และมีการคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 6.29 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2031

ขณะเดียวกัน ท่อโครงการที่กำลังเตรียมลงทุนในไทยมีศักยภาพรวมมากกว่า 2.87 กิกะวัตต์ สะท้อนว่าไทยกำลังถูกมองเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญของอุตสาหกรรมดิจิทัลในอาเซียน

Google, Microsoft, NTT, Equinix, Alibaba Cloud และผู้ให้บริการรายอื่นกำลังเข้ามาวางโครงสร้างพื้นฐานในประเทศ

นี่จึงไม่ใช่เพียงการแข่งขันว่าใครจะสร้าง “ตึกเซิร์ฟเวอร์” ได้มากกว่าใคร แต่เป็นการแข่งขันว่า ประเทศใดจะเป็นเจ้าของโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาค

ถ้าไทยไม่มี Data Center เงินลงทุนจะหายไปไหน?

สิ่งแรกที่ไทยจะเสียคือ เงินลงทุน โครงการดาต้าเซ็นเตอร์สร้างทั้งเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ การจ้างงาน รายได้ภาษี การก่อสร้าง ระบบไฟฟ้า ระบบสื่อสาร และธุรกิจบริการที่เกี่ยวเนื่อง

เมื่อไทยไม่มีโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ นักลงทุนก็มีแนวโน้มย้ายไปประเทศที่พร้อมกว่า เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย หรือเวียดนาม

ผลกระทบจึงไม่ได้เกิดกับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเท่านั้น แต่กระทบตั้งแต่ผู้รับเหมาก่อสร้าง วิศวกร ผู้ให้บริการพลังงาน โทรคมนาคม ไปจนถึงธุรกิจ SME ที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน

ดาต้าเซ็นเตอร์หนึ่งแห่งจึงไม่ได้สร้างแค่เซิร์ฟเวอร์ แต่สร้าง Ecosystem ทางเศรษฐกิจตามมาด้วย

SME และ Startup จะเสียเปรียบ

หากไม่มีดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศ ธุรกิจไทยจะต้องพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานจากต่างประเทศมากขึ้น ผลที่ตามมาคือ ต้นทุนคลาวด์และการประมวลผลอาจสูงขึ้น ความหน่วงของระบบอาจเพิ่มขึ้น และธุรกิจต้องบริหารความเสี่ยงจากการพึ่งพาผู้ให้บริการข้ามพรมแดน

สำหรับ Startup ที่กำลังพัฒนา AI หรือบริการดิจิทัล เรื่องนี้ยิ่งสำคัญ เพราะการทดลองและขยายระบบต้องใช้ Computing Power จำนวนมาก

ประเทศที่ไม่มีโครงสร้างพื้นฐานสำหรับประมวลผล ย่อมสร้างเทคโนโลยีได้ยากกว่าประเทศที่มีโครงสร้างพื้นฐานอยู่ในมือ

AI อาจกลายเป็นเรื่องของ “คนอื่น”

นี่อาจเป็นผลกระทบที่สำคัญที่สุด AI ยุคใหม่ต้องการทั้งข้อมูล พลังประมวลผล และโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ หากไทยไม่มี Data Center นักพัฒนาไทยจะต้องพึ่งพา Computing Power จากต่างประเทศเป็นหลัก

การพัฒนาโมเดลภาษาไทย ระบบ AI สำหรับภาครัฐ ระบบแพทย์ การเงิน การเกษตร หรืออุตสาหกรรม จึงต้องอยู่ภายใต้ข้อจำกัดของโครงสร้างพื้นฐานที่เราไม่ได้เป็นเจ้าของ

ในระยะยาว ไทยอาจกลายเป็นเพียง “ผู้ใช้ AI” มากกว่า “ผู้สร้าง AI”และนี่คือความเสี่ยงต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

รื่องที่ใหญ่กว่าความเร็วอินเทอร์เน็ตคือ “Data Sovereignty”หากข้อมูลสำคัญของไทยต้องถูกจัดเก็บและประมวลผลในต่างประเทศทั้งหมด คำถามสำคัญจะตามมาทันทีว่า

ใครควบคุมข้อมูล? ใครเข้าถึงข้อมูลได้? และไทยมีอำนาจตามกฎหมายมากแค่ไหน?

ข้อมูลภาครัฐ ข้อมูลธุรกิจ ข้อมูลทางการเงิน และข้อมูลส่วนบุคคล ล้วนเกี่ยวข้องกับความมั่นคงและความเป็นส่วนตัว

แม้กฎหมายไทยจะยังไม่ได้กำหนดให้ข้อมูลทุกประเภทต้องจัดเก็บในประเทศ แต่การมีโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศช่วยให้รัฐสามารถกำกับดูแล รักษาความปลอดภัย และตอบสนองต่อเหตุการณ์ไซเบอร์ได้ง่ายกว่า

ดังนั้น Data Center จึงเกี่ยวข้องกับ “อธิปไตยทางข้อมูล” ไม่แพ้เรื่องเศรษฐกิจ แต่ Data Center ก็ไม่ใช่คำตอบที่ดีโดยอัตโนมัติ

การบอกว่าไทยต้องมีดาต้าเซ็นเตอร์ ไม่ได้หมายความว่า “สร้างให้มากที่สุดก็ยิ่งดี” เพราะ Data Center ใช้พลังงานสูง ต้องการระบบทำความเย็น ใช้น้ำในบางรูปแบบ และต้องพึ่งพาระบบไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพ

หากการลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่โครงสร้างพื้นฐานพลังงานและน้ำรองรับไม่ทัน ต้นทุนอาจถูกส่งต่อไปยังประชาชนและภาคธุรกิจ

คำถามสำคัญจึงเปลี่ยนจาก “เอาหรือไม่เอา Data Center?” เป็น “จะทำอย่างไรให้ Data Center สร้างประโยชน์มากกว่าต้นทุนที่ประเทศต้องแบกรับ?”

จาก Data Center สู่ Green Digital Hub

ทิศทางที่ไทยควรเดินจึงไม่ใช่การปฏิเสธการลงทุน แต่คือการกำหนด “กติกาการลงทุน” ให้ชัดเจน

โครงการที่เข้ามาควรตอบโจทย์มากกว่าการนำเงินเข้าประเทศ เช่น ใช้พลังงานหมุนเวียนและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน มีมาตรฐานการใช้น้ำและการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ตรวจสอบได้ มีแผนสร้างบุคลากรไทยและถ่ายทอดเทคโนโลยี สนับสนุน Startup และ SME ไทยให้เข้าถึง Cloud และ AI Infrastructure มีมาตรฐานด้าน Cybersecurity และ Data Governance สร้างระบบสำรองและโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยเพิ่มความมั่นคงทางดิจิทัลของประเทศ

เป้าหมายจึงไม่ควรเป็นเพียง “Thailand Data Center Hub” แต่ควรไปให้ถึง “Thailand Green Digital Infrastructure Hub” เกมนี้ไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยี แต่เป็นเกมภูมิรัฐศาสตร์

เมื่อสิงคโปร์มีข้อจำกัดด้านพื้นที่และพลังงาน การลงทุน Data Center ในอาเซียนจึงกระจายไปยังมาเลเซีย อินโดนีเซีย และไทย ประเทศที่มีโครงสร้างพื้นฐานพร้อมย่อมมีโอกาสดึงดูดทั้ง Cloud, AI, FinTech, Digital Services และอุตสาหกรรมที่ต้องใช้ข้อมูลเข้ามาต่อเนื่อง ดังนั้นการแข่งขันจึงไม่ใช่แค่ “ใครมี Data Center มากกว่า”

แต่คือ “ใครสามารถเปลี่ยน Data Center ให้กลายเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศได้ดีกว่า”

ถ้าไทยไม่มี Data Center ประเทศอาจประหยัดการใช้ไฟฟ้าและน้ำบางส่วน แต่สิ่งที่ต้องแลกคือการสูญเสียโอกาสลงทุน การจ้างงาน ความสามารถในการพัฒนา AI ความมั่นคงของข้อมูล และอำนาจต่อรองในเศรษฐกิจดิจิทัล

ในทางกลับกัน การมี Data Center จำนวนมากโดยไม่มีกติกาที่ดี ก็อาจสร้างภาระด้านพลังงาน น้ำ สิ่งแวดล้อม และชุมชน

ดังนั้นโจทย์ของไทยไม่ใช่ “มีหรือไม่มี” แต่คือ จะทำอย่างไรให้ Data Center กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สร้างมูลค่าให้ประเทศไทย มากกว่าการเป็นเพียงโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้ทรัพยากรของประเทศไทย

เพราะในโลกที่ AI และข้อมูลกำลังกลายเป็นปัจจัยการผลิตใหม่ของเศรษฐกิจ Data Center ไม่ใช่แค่บ้านของข้อมูล แต่คือบ้านของเศรษฐกิจดิจิทัลทั้งประเทศ และประเทศที่ไม่มีบ้านของตัวเอง ย่อมต้องเช่าพื้นที่ของคนอื่นอยู่ตลอดไป

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์