ทุกเดือน เจ้าของ #กิจการเอสเอ็มอี ต้องจ่าย #เงินสมทบประกันสังคมในฐานะ #นายจ้าง อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เงินก้อนนี้มักถูกมองว่า ‘จ่ายแล้วจบ’ ไม่เกี่ยวกับการบริหารธุรกิจ จึงไม่น่าแปลกใจที่การลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้ง #บอร์ดประกันสังคม ฝั่งนายจ้าง จึงมีนายจ้างมาลงทะเบียนเพียง 3,000 กิจการ ทั้งที่ #การเลือกตั้งครั้งนี้มีผลโดยตรงต่ออนาคตของเงินกองทุนและต้นทุนของ SME เอง
จาก‘ภาษีบังคับ’ สู่ ‘กองทุนรวมที่เราเป็นเจ้าของ’
ประกันสังคมไม่ใช่ภาษีที่จ่ายแล้วจ่ายเลย แต่คือ #กองทุนรวมบังคับ ของนายจ้าง ลูกจ้าง และรัฐ เงินสมทบถูกนำไปจ่ายสิทธิประโยชน์ให้ลูกจ้าง และลงทุนต่อในตลาดการเงิน. ผู้มีอำนาจกำหนดว่าสิทธิของลูกจ้างควรเป็นอย่างไร จะลงทุนอะไร ออกมาตรการแบบไหน ใช้เงินไปช่วยใคร คือ #คณะกรรมการประกันสังคม หรือ #บอร์ดประกันสังคม ที่มีตัวแทนรัฐ ตัวแทนผู้ประกันตน และตัวแทนนายจ้าง โดยที่ 2 ฝ่ายหลังมาจากการเลือกตั้งของผู้ที่ลงทะเบียนใช้สิทธิเท่านั้น
ในความเป็นจริง นายจ้างในระบบประกันสังคมกว่า 500,000 ราย กว่า 90% เป็น SME ที่มีสิทธิหนึ่งเสียงต่อหนึ่งกิจการ แต่ SME แทบไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็น ‘ผู้ถือหุ้นรายย่อยของกองทุนนี้’ และมีสิทธิเลือกบอร์ดเหมือนประชุมผู้ถือหุ้นใหญ่ เราจึงกำลังปล่อยให้คนอื่นกำหนดชะตาเงินกองทุนและกติกาที่กระทบต้นทุนเรา โดยไม่เคยเข้าไปใช้สิทธิเลย
ทำไมเสียงของ SME จึงสำคัญในบอร์ดประกันสังคม
บอร์ดประกันสังคมไม่ได้เป็นแค่ ‘ตรายางให้ความเห็น’ แต่เป็นผู้กำหนดนโยบายจริง และกำกับการทำงานของสำนักงานประกันสังคม การเลือกตั้งครั้งนี้จึงคือการเลือก ‘คนที่จะทำหน้าที่แทน SME’ ท่ามกลางมุมมองของรัฐและลูกจ้าง
ปัญหาคือ ภาพของ ‘ตัวแทนนายจ้าง’ บนโต๊ะนโยบายมักถูกแทนด้วยตัวแทนจากบริษัทใหญ่และโรงงานหลายพันคน ขณะที่ SME กลับไม่มีเวลา ไม่มีข้อมูล และไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีสิทธิเลือกตัวแทนเข้าไปนั่งโต๊ะเดียวกัน กติกาที่ออกมาจึงมักตอบโจทย์องค์กรขนาดใหญ่ แต่กลายเป็นภาระเมื่อใช้กับกิจการที่มีลูกจ้างทุกกิจการไม่ว่าจะมีลูกจ้างกี่ราย
บทเรียนจากต่างประเทศ เมื่อกองทุนช่วยทั้งลูกจ้างและนายจ้าง
ในหลายประเทศ กองทุนประกันสังคมถูกใช้เป็นเครื่องมือช่วย SME อย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่ระบบจ่ายสิทธิให้ลูกจ้าง เพราะเมื่อธุรกิจเอาตัวรอดได้ ลูกจ้างก็มีโอกาสรักษางานและรายได้ ตัวอย่างเช่น ในยุโรป บางประเทศใช้ข้อมูลการส่งสมทบประกันสังคมเป็นหลักฐานสำคัญในการอนุมัติสินเชื่อหมุนเวียนให้ผู้ประกอบการขนาดเล็กโดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์จำนอง เพียงพิสูจน์ได้ว่ามีประวัติส่งสมทบและรักษาการจ้างงานต่อเนื่อง หลายแห่งยังร่วมมือกับสถาบันการเงินออกโครงการกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อพยุงการจ้างงาน SME ช่วงวิกฤต และอุดหนุนการฝึกอบรม-ยกระดับทักษะแรงงานในระบบ ซึ่งท้ายที่สุดกลายเป็น‘ทุนมนุษย์’ ที่ช่วยให้ธุรกิจแข็งแรงขึ้น
สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้ เพราะมีตัวแทนนายจ้างที่เข้าใจโลกของ SME เข้าไปนั่งออกแบบนโยบาย ตั้งคำถามแทนธุรกิจเล็กทุกครั้งที่มีการใช้เงินกองทุนหรือปรับกติกา ถ้าไม่มีใครถามว่า‘กิจการที่มีลูกจ้างไม่ถึง 10 หรือ 50 คนจะได้รับผลกระทบอย่างไร’ หรือ ‘นโยบายใหม่ช่วยให้ SME อยู่รอดได้จริงหรือไม่’ บอร์ดที่ไม่เคยเป็น SME ย่อมไม่รู้คำตอบ
ลงทะเบียนวันนี้ เพื่อไม่ต้องยกสิทธิให้คนอื่นอีก 2 ปี
ระบบเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมใช้ ‘การลงทะเบียนล่วงหน้า’ถ้านายจ้างไม่ลงทะเบียน ต่อให้วันเลือกตั้งอยากไปใช้สิทธิ ก็ทำไม่ได้ เท่ากับเรา ‘โอนสิทธิ์โหวตให้คนอื่น’ ตลอดทั้งวาระ ขณะที่เงินสมทบยังถูกหักทุกเดือนเหมือนเดิม
วันนี้ SME ที่อยู่ในระบบประกันสังคมทำได้ทันที 4 เรื่อง คือ
1.ยอมรับว่าตัวเองคือ ‘เจ้าของเงินกองทุน’ และมีสิทธิเลือกคนที่จะบริหาร แทนเรา
2.ลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมฝั่งนายจ้าง ผ่านเว็บไซต์สำนักงานประกันสังคมwww.sso.go.th หรือที่สำนักงานประกันสังคมในพื้นที่ของกิจการ ภายในวันที่ 15 กรกฎาคม 2569
3.หากสนใจเป็นตัวแทนนายจ้าง สามารถสมัครเป็นผู้สมัครได้ระหว่างวันที่ 1–15 กรกฎาคม 2569
4.เมื่อถึงวันเลือกตั้ง ให้ตั้งใจเลือกตัวแทนที่เข้าใจโลกของ SME จริง ๆ ไม่ใช่แค่รู้ตัวเลขบนสไลด์ แต่เคยแบกสภาพคล่องสิ้นเดือนเหมือนเรา
แม้เงินสมทบทุกเดือนอาจยังเท่าเดิม แต่ทันทีที่เราลงทะเบียนและไปใช้สิทธิ ความสัมพันธ์ระหว่าง SME กับประกันสังคมจะเปลี่ยนจาก ‘จำใจจ่าย’ เป็น ‘จ่ายแล้วมีเสียงกำหนดทิศทาง’และครั้งนี้ เมื่อมีใครถามว่า ‘นายจ้างไปไหนหมด?’ เราจะตอบได้เต็มปากว่า อย่างน้อยในฐานะเจ้าของเงินกองทุนคนหนึ่ง – ผมไปใช้สิทธิแล้ว
Prompt ที่ใช้ในการหาข้อมูลสำหรับบทความนี้คือ
‘ผมอยากทราบว่าระบบประกันสังคมในต่างประเทศ มีการสนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กที่จ่ายเงินสมทบเข้าประกันสังคมให้ลูกจ้างของตนอย่างไรบ้าง’



