AI นกกระซิบ หนึ่งในสิ่งที่ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นำไปกล่าวในเวทีประชุม ประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และกลุ่มธนาคารโลก (IMF-WORLD BNANK)
แนวคิดของ ‘AI นกกระซิบ’ บนแอปพลิเคชัน ‘ถุงเงิน’ ผู้ช่วย AI ที่นำข้อมูลการค้าขายมาแปลงเป็นข้อมูลวิเคราะห์ธุรกิจ ช่วยให้ร้านค้าดูยอดขาย ประเมินแนวโน้ม และใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจได้ง่ายขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านบัญชีหรือการวิเคราะห์ข้อมูลความน่าสนใจจึงไม่ได้อยู่แค่การนำ AI มาไว้ในแอปฯ แต่คือการเปลี่ยนข้อมูลจากการซื้อขายในชีวิตประจำวันให้กลายเป็นเครื่องมือเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ
‘นกกระซิบ’ ช่วยร้านค้ารู้อะไรมากกว่ายอดขาย
แทนที่จะต้องเปิดตารางตัวเลขหรือคำนวณเอง ร้านค้าสามารถใช้ AI ช่วยสรุปข้อมูลและตอบคำถามเกี่ยวกับธุรกิจได้ในภาษาที่เข้าใจง่าย ฟังก์ชันสำคัญครอบคลุมการวิเคราะห์ยอดขายและแนวโน้มรายได้ การดูข้อมูลต้นทุนวัตถุดิบ การเปรียบเทียบผลประกอบการกับร้านค้าประเภทเดียวกันในพื้นที่ และการตอบคำถามเกี่ยวกับบริการภาครัฐหรือการใช้งานแอปฯ ถุงเงิน
ตัวอย่างเช่น ร้านอาหารอาจใช้ข้อมูลดูว่าวันไหนขายดี ช่วงไหนรายได้ลดลง หรือควรเตรียมวัตถุดิบมากน้อยเพียงใดให้เหมาะกับความต้องการของลูกค้า สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ จากเดิมที่เจ้าของร้านอาศัยความรู้สึกและประสบการณ์เป็นหลัก ก็มีข้อมูลมาช่วยยืนยันการตัดสินใจมากขึ้น ยอดขายไม่ใช่กำไร และข้อมูลจากการรับชำระเงินเพียงอย่างเดียวอาจไม่สะท้อนต้นทุนหรือหนี้สินทั้งหมด จึงยังต้องใช้ข้อมูลอื่นประกอบการวิเคราะห์ด้วย
จุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อยอดขายกลายเป็นข้อมูลขอสินเชื่อ
สำหรับผู้ค้ารายย่อย ปัญหาใหญ่ไม่ใช่แค่ขายของได้หรือไม่ แต่คือเมื่อจำเป็นต้องใช้เงินทุน ธนาคารจะประเมินความสามารถในการชำระหนี้จากอะไร หากไม่มีงบการเงินหรือเอกสารรายได้แบบธุรกิจขนาดใหญ่ การนำข้อมูลยอดขายดิจิทัลมาใช้ประกอบการพิจารณาสินเชื่อจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง เพราะช่วยให้ธนาคารเห็นรูปแบบรายรับจากการทำธุรกิจจริงได้มากขึ้น
แล้วทำไม นกกระซิบ เป็นสิ่งที่ เอกนิติ พูดถึงในเวที IMF
นี่คือ ความพยายาม ขายโมเดลเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยให้เวทีการเงินโลกเห็นว่า เทคโนโลยีสามารถเปลี่ยนข้อมูลของคนตัวเล็กให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจได้
“ ประเทศไทยมีจุดแข็งด้านระบบชำระเงินดิจิทัล ทั้ง PromptPay และ QR Payment ที่ประชาชนกับร้านค้ารายย่อยใช้งาน นกกระซิบเข้ามาเติมด้วยการเอาข้อมูลจากธุรกรรม ต่อยอดเป็นการวิเคราะห์ธุรกิจ และอาจใช้ประกอบการประเมินสินเชื่อได้”
เวที IMF–World Bank ให้ความสำคัญกับการเชื่อมทั้งโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การเข้าถึงบริการทางการเงิน และผลิตภาพของธุรกิจขนาดเล็กเข้าด้วยกัน
เข้ากับโจทย์ใหญ่ของ World Bank Small AI, Big Jobs เหตุผลที่ชัดเจนที่สุดที่เอกนิติ นำเสนอเรื่องนี้ มีชื่อว่า “Small AI, Big Jobs” AI ขนาดเล็กหรือการประยุกต์ใช้ AI ในงานจริง จะช่วยสร้างงานและเพิ่มผลิตภาพในประเทศกำลังพัฒนาได้อย่างไร นกกระซิบตอบโจทย์นี้ได้ตรงจุด เพราะไม่ได้ต้องลงทุนสร้าง AI ขนาดใหญ่ระดับโลก แต่เอาเทคโนโลยีมาช่วยร้านอาหาร ร้านค้าทั่วไป และผู้ประกอบการรายย่อยที่มีอยู่แล้ว
ในเชิงนโยบาย ต้องการบอกว่า ไทยไม่จำเป็นต้องแข่งขันกับสหรัฐฯ หรือจีนด้วยการสร้างโมเดล AI ที่ใหญ่ที่สุดเสมอไป แต่สามารถใช้ AI ที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศ เพื่อเพิ่มผลิตภาพให้ธุรกิจที่จ้างงานและสร้างรายได้ให้ประชาชนจำนวนมาก IMF เคยเตือนว่า AI จะเปลี่ยนแปลงตลาดแรงงานทั่วโลก ขณะที่ World Bank ให้ความสำคัญกับการใช้ AI เพื่อสร้างโอกาสในการทำงานและการพัฒนาเศรษฐกิจ
ต้องการแสดงว่าไทยมี AI ที่สร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจได้จริง
การพูดเรื่อง AI บนเวทีโลกมีอยู่มาก แต่สิ่งที่นักลงทุนและองค์กรระหว่างประเทศต้องการเห็นคือ เทคโนโลยีสร้างผลลัพธ์ได้จริง นกกระซิบจึงมีข้อได้เปรียบในฐานะกรณีศึกษาที่จับต้องได้ เพราะมีผู้ใช้งานเป็นร้านค้าจริง และเชื่อมโยงกับระบบชำระเงินและบริการทางการเงินที่มีอยู่แล้ว
สิ่งที่รัฐบาลสามารถนำเสนอได้คือ AI ไม่ได้มีประโยชน์เฉพาะบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ แต่ยังช่วยธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่มีเงินจ้างนักวิเคราะห์ข้อมูลหรือที่ปรึกษาทางการเงินได้ด้วย
การจะพิสูจน์ว่าโมเดลนี้ประสบความสำเร็จจริง จำเป็นต้องมีตัวเลขรองรับเพิ่มเติม เช่น ร้านค้ามีรายได้หรือกำไรเพิ่มขึ้นเท่าไร ได้รับอนุมัติสินเชื่อมากขึ้นเพียงใด และมีปัญหาหนี้เสียหรือไม่ การมีผู้ใช้จำนวนมากเพียงอย่างเดียว ยังไม่ใช่หลักฐานยืนยันผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจทั้งหมด
ภาพประเทศไทยในฐานะประเทศที่พร้อมลงทุน
ไทยกำลังเผชิญโจทย์การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และต้องการยกระดับการลงทุนเพื่อสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ การนำเสนอนกกระซิบจึงมีนัยมากกว่าการประชาสัมพันธ์แอปพลิเคชัน ช่วยสื่อสารว่าไทยมีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล มีฐานผู้ใช้งานจริง และพยายามนำ AI มาเพิ่มผลิตภาพทางเศรษฐกิจ นี่เป็นภาพที่รัฐบาลต้องการให้ต่างชาติเห็นว่า ไทยไม่ได้เป็นเพียงตลาดผู้บริโภคเทคโนโลยี แต่กำลังทดลองนำเทคโนโลยีมาปรับใช้เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจของตัวเอง




