YLG เปิดสถิติ 8 เหตุการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ชี้ทองคำยังคงบทบาท “สินทรัพย์ปลอดภัย” แม้ช่วงแรกตลาดผันผวน

10 มี.ค. 2569 - 16:07

  • ทองไม่ได้บวกทุกวิกฤต สถิติ 8 เหตุการณ์พิสูจน์ว่าราคาทองมักพุ่งสั้นในระยะแรก บางครั้งกลับย่อลงก่อน ปัจจัยเฟดและเศรษฐกิจโลกมีผลมากกว่าสงครามในระยะยาว

  • YLG คงเป้าปีนี้ที่ 5,596–5,824 ดอลลาร์ หากสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านยืดเยื้อจนพลังงานแพง เงินเฟ้อกลับมา ทองมีแนวโน้มได้รับแรงซื้อในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างชัดเจน

YLG เปิดสถิติ 8 เหตุการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ชี้ทองคำยังคงบทบาท “สินทรัพย์ปลอดภัย” แม้ช่วงแรกตลาดผันผวน

บริษัท YLG Bullion International เปิดข้อมูลศึกษาการเคลื่อนไหวของราคาทองคำใน 8 เหตุการณ์ภูมิรัฐศาสตร์สำคัญของโลกตั้งแต่ปี 2000 พบว่า แม้ทองคำจะถูกมองเป็น “สินทรัพย์ปลอดภัย” แต่ในช่วงแรกของวิกฤต ราคาทองคำไม่ได้ปรับตัวขึ้นทันทีเสมอไป และบางครั้งยังถูกขายลงพร้อมสินทรัพย์อื่น ก่อนจะกลับมาปรับตัวขึ้นในระยะถัดไป

พวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) กล่าวว่า ส่วนใหญ่แล้วราคาทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยจะปรับตัวขึ้นเมื่อมีสถานการณ์วิกฤตต่าๆเกิดขึ้น รวมถึงเหตุขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ อย่างไรก็ดีราคาทองคำไม่ได้สอดคล้องกับสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองหรือเหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์เสมอไป ในช่วงวิกฤตใหญ่หลายครั้ง ตลาดมักเห็นสินทรัพย์ส่วนใหญ่รวมถึงทองถูกขายลงพร้อมกัน เพราะนักลงทุนต้องการสภาพคล่องก่อน แต่หลังจากความตื่นตระหนกในช่วงแรกผ่านไป ตลาดมักเริ่มแยกแยะสินทรัพย์ที่ควรถือในระยะยาว และทองคำมักกลับมาได้รับแรงซื้อในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง

ทั้งนี้ วายแอลจีพบข้อมูลสถิติราคาทองใน 8 เหตุภูมิรัฐศาสตร์สำคัญของโลกตั้งแต่ปี 2000 พบการเปลี่ยนแปลงดังนี้

1.เหตุการณ์ 911 และเหตุการณ์ระเบิดในงานบอสตันมาราธอน : ราคาทองคำปรับตัวขึ้นแรงถึง 7% ในช่วง 1 สัปดาห์หลังเหตุการณ์ดังกล่าว ก่อนที่จะลดช่วงบวกลงในระยะถัดไปๆ

2.สงครามอิรัก : ในระยะแรกราคาทองคำตอบสนองในเชิงลบเสียด้วยซ้ำ ก่อนที่จะปรับตัวขึ้นในอีก 2 เดือนถัดไป

3.เหตุการณ์โจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำในอ่าวโอมานใกล้และโดรนสอดแนมของสหรัฐโดนยิง : ราคาทองคำปรับตัวเพียง 2% แค่ในช่วง 1 สัปดาห์หลังเหตุการณ์ดังกล่าว ก่อนที่ราคาจะปรับตัวขึ้นแรงในระยะ 1 เดือนถัดไปแต่มาจากสาเหตุอื่นๆเป็นประเด็นหลัก อาทิ การที่ธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)ปรับลดอัตราดอกเบี้ย, ความวิตกเกี่ยวกับเศรษฐกิจถดถอยในสหรัฐ และสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐ

4.เหตุโจมตีโรงกลั่นน้ำมันของบริษัท Saudi Aramco : ราคาทองคำปรับตัวเพียง 2% แค่ในช่วง 1 สัปดาห์หลังเหตุการณ์ดังกล่าว ก่อนที่จะปรับตัวลดลงในเวลาต่อมา

5.เหตุการณ์ที่สหรัฐโจมตีทางการอากาศทำให้นายพลโซเลมานิของอิหร่านเสียชีวิต : ราคาทองคำปรับตัวเพียง 1% แค่ในช่วง 1 สัปดาห์หลังเหตุการณ์ดังกล่าว แต่ปรับตัวขึ้นแรงหลังจากนั้นจากปัจจัยอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการระบาดของ COVID-19 ซึ่งส่งผลให้ธนาคารกลางทั่วโลกผ่อนคลายนโยบายการเงินอย่างมาก

6.เหตุรัสเซียบุกยูเครน : ราคาทองคำปรับตัวขึ้นแรงถึง 5% ในช่วง 1 สัปดาห์หลังเหตุการณ์ดังกล่าว ก่อนที่จะลดช่วงบวกลงในช่วง 1 เดือนหลังจากนั้น และปรับตัวลงแรงจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างแข็งกร้าวในเดือนมี.ค.ปีเดียวกันเพื่อสกัดเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นแรงจากวิกฤติ COVID-19

7.สหรัฐฯ โจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านในปี 2025 : ราคาทองคำแทบจะไม่ตอบสนองต่อเหตุการณ์ดังกล่าว

8.ล่าสุด สหรัฐฯ ปฏิบัติการโค่นผู้นำเวเนซุเอลา นิโคลัส มาดูโรเมื่อช่วงต้นปี 2026 : ราคาตอบสนองเชิงบวกต่อเนื่อง แต่มาจากปัจจัยอื่นๆร่วมด้วย อาทิ ความกังวลเกี่ยวกับความเป็นอิสระเฟด และปธน.ทรัมป์ขู่ขึ้นภาษีกับประเทศที่คัดค้านการเข้ายึดกรีนแลนด์ กระตุ้นกระแส Sell America

ดังนั้น ในระยะยาวไม่ควรตัดสินใจลงทุนโดยพิจารณาจากเหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์เท่านั้น เนื่องจากทองคำมักจะปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งในระยะสั้น การเข้าซื้อทองคำในทุกกรณีควรกำหนดจุดตัดขาดทุน (Cut loss) เพื่อจำกัดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น และหากต้องการทำกำไรสามารถแบ่งทองคำออกขายทำกำไรเป็นระยะ อีกทั้งต้องระมัดระวังการไล่ซื้อเมื่อทองคำตอบรับในเชิงบวกเพราะมีแนวโน้มจะเกิดการตอบรับเชิงบวกเพียงแค่ในระยะสั้นเท่านั้น และควรพิจารณาปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก โดยเฉพาะเศรษฐกิจสหรัฐและการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)

อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ยืดเยื้อจนกระทบเศรษฐกิจโลกจริง เช่น ราคาพลังงานสูงต่อเนื่อง ความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยเพิ่มขึ้น หรือเกิดความผันผวนในตลาดการเงิน ทองคำมักกลับมาได้รับแรงซื้อในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ดังนั้นในช่วงแรกทองอาจถูกกดจากดอลลาร์แข็ง แต่หากวิกฤตรุนแรงขึ้น ทองมีแนวโน้มกลับมาปรับขึ้นตามความเสี่ยงและเงินเฟ้อในระยะถัดไป

สำหรับเป้าหมายของเราปีนี้ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ระยะยาวยังเป็นขาขึ้น โดยประเมินไว้บริเวณ 5,596 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ หรือ 84,000 บาทต่อบาททองคำ และ 5,824 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ หรือ 87,500 บาทต่อบาททองคำตามลำดับ (คำนวนราคาทองคำในประเทศที่ค่าเงินบาท 31.66 บาทต่อดอลลาร์)

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์