คดีคือเรื่องบุคคล แต่มรดก 673 ปี เป็นของแผ่นดิน เปิดประวัติวัดพุทไธศวรรย์อยุธยา เวียงเหล็กของพระเจ้าอู่ทอง

11 ก.ย. 2569 - 08:01

  • ตามพระราชพงศาวดาร วัดพุทไธศวรรย์สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.1896 บนพื้นที่ “เวียงเหล็ก” ที่ประทับเดิมของพระเจ้าอู่ทอง

  • พระปรางค์ประธานและจิตรกรรมตำหนักพระพุทธโฆษาจารย์สะท้อนศิลปกรรมอยุธยาและเครือข่ายพุทธศาสนาระหว่างสยาม–ลังกา

  • คดี 92 ล้านบาทต้องตรวจสอบถึงที่สุด แต่ความรับผิดของบุคคลไม่ควรถูกนำไปปะปนกับคุณค่าของโบราณสถานอายุ 673 ปี

คดีคือเรื่องบุคคล แต่มรดก 673 ปี เป็นของแผ่นดิน เปิดประวัติวัดพุทไธศวรรย์อยุธยา เวียงเหล็กของพระเจ้าอู่ทอง

ชื่อของ “วัดพุทไธศวรรย์” พระอารามหลวงริมแม่น้ำเจ้าพระยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กลายเป็นประเด็นที่สังคมจับตาอีกครั้ง หลังเจ้าหน้าที่เข้าจับกุมผู้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสในคดีที่ถูกกล่าวหาว่ายักยอกเงินวัดประมาณ 92 ล้านบาท และโอนทรัพย์สินให้หญิงคนสนิท

รายละเอียดของคดียังต้องดำเนินไปตามกระบวนการสอบสวน การพิสูจน์หลักฐาน และการพิจารณาของศาล ผู้ถูกกล่าวหายังคงต้องได้รับการสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด

ขณะเดียวกัน ควรแยกให้ชัดระหว่าง “ความรับผิดของบุคคล” กับสถานะและคุณค่าของวัดในฐานะศาสนสถานและโบราณสถานของประเทศ

เพราะก่อนชื่อวัดพุทไธศวรรย์จะปรากฏคู่กับข่าวคดี วัดแห่งนี้ยืนอยู่ริมสายน้ำมานานกว่า 6 ศตวรรษ ผ่านการก่อกำเนิด ความรุ่งเรือง สงคราม การเสียกรุง ตลอดจนการฟื้นฟูเมืองเก่า และเป็นหนึ่งในหลักฐานสำคัญที่ช่วยเล่าเรื่อง “ก่อนและหลังการสถาปนากรุงศรีอยุธยา”

A-look-at-the-history-of-Wat-Phutthaisawan-Ayutthaya-SPACEBAR-Photo09-1.jpg
A-look-at-the-history-of-Wat-Phutthaisawan-Ayutthaya-SPACEBAR-Photo11.jpg

จาก “เวียงเหล็ก” ที่ประทับพระเจ้าอู่ทอง

วัดพุทไธศวรรย์ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาทางใต้ของเกาะเมือง ในตำบลสำเภาล่ม อำเภอพระนครศรีอยุธยา หากมองจากลำน้ำจะเห็นพระปรางค์ประธานสีขาวตั้งเด่นเป็นจุดหมายตาของพื้นที่

ข้อมูลจากสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งอ้างข้อความในพระราชพงศาวดาร ระบุว่า หลังสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 หรือพระเจ้าอู่ทอง สถาปนากรุงศรีอยุธยาแล้ว ได้โปรดให้สร้างวัดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1896 บริเวณ “พระตำหนักเวียงเหล็ก” ซึ่งเชื่อว่าเป็นพื้นที่ประทับเดิมก่อนย้ายเข้าสู่เกาะเมือง

หากนับถึง พ.ศ. 2569 วัดแห่งนี้จึงมีอายุตามข้อมูลในพงศาวดารประมาณ 673 ปี ใกล้เคียงกับอายุของกรุงศรีอยุธยาเอง ซึ่งสถาปนาขึ้นเมื่อ พ.ศ.1893

กระนั้น ตำแหน่งที่ตั้ง ขนาดของศาสนสถาน และรูปแบบสถาปัตยกรรมก็สะท้อนชัดว่า วัดพุทไธศวรรย์ไม่ใช่วัดชุมชนขนาดเล็ก แต่เป็นพระอารามที่มีความสัมพันธ์กับอำนาจรัฐและชนชั้นนำของอยุธยามาก่อน

A-look-at-the-history-of-Wat-Phutthaisawan-Ayutthaya-SPACEBAR-Photo10.jpg

‘พระปรางค์ประธาน’ ร่องรอยคติจักรวาลและอำนาจรัฐ

หัวใจสำคัญของวัดคือพระปรางค์ประธาน ซึ่งตั้งอยู่ภายในระเบียงคดและมีปรางค์บริวารประกอบ รูปแบบดังกล่าวสะท้อนอิทธิพลศิลปกรรมเขมรที่ถูกนำมาปรับใช้ในสถาปัตยกรรมสมัยอยุธยาตอนต้น

“ปรางค์” ไม่ได้เป็นเพียงอาคารสูงเพื่อสร้างความโดดเด่น แต่มีความหมายเชิงสัญลักษณ์เกี่ยวกับเขาพระสุเมรุ ศูนย์กลางจักรวาลตามคติพุทธ–พราหมณ์ การวางพระปรางค์ไว้กลางเขตพุทธาวาสจึงทำให้พื้นที่ศาสนสถานเป็นเสมือนภาพจำลองจักรวาล และสะท้อนสายสัมพันธ์ระหว่างพระพุทธศาสนากับพระราชอำนาจ

ภายในระเบียงคดประดิษฐานพระพุทธรูปเรียงรายโดยรอบ ทำให้ผู้เดินเข้าสู่พื้นที่ไม่ได้เพียงชมโบราณสถาน แต่กำลังเคลื่อนผ่านสถาปัตยกรรมที่ออกแบบให้เกิดลำดับของพื้นที่ ตั้งแต่โลกภายนอกเข้าสู่ศูนย์กลางอันศักดิ์สิทธิ์ ภาพของพระปรางค์สีขาวที่เห็นในปัจจุบัน เป็นผลจากการบูรณะหลายยุคสมัย

A-look-at-the-history-of-Wat-Phutthaisawan-Ayutthaya-SPACEBAR-Photo03.jpg
A-look-at-the-history-of-Wat-Phutthaisawan-Ayutthaya-SPACEBAR-Photo01.jpg

พระพุทธโฆษาจารย์กับสายสัมพันธ์ลังกา

อีกพื้นที่ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งคือตำหนักสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ซึ่งภายในมีจิตรกรรมฝาผนังสมัยอยุธยาตอนปลาย แม้หลายส่วนจะเลือนรางไปตามกาลเวลา แต่ยังหลงเหลือภาพเกี่ยวกับพุทธประวัติ ไตรภูมิ และการนมัสการพระพุทธบาทในลังกาทวีป

จิตรกรรมเหล่านี้เปิดให้เห็นว่า กรุงศรีอยุธยาไม่ได้ดำรงอยู่อย่างโดดเดี่ยว แต่เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายพระพุทธศาสนาเถรวาทที่เชื่อมโยงดินแดนต่าง ๆ รอบมหาสมุทรอินเดีย โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับลังกา

ข้อมูลประวัติวัดระบุว่า ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ คณะสงฆ์และราชทูตจากลังกาเคยเดินทางมาประกอบศาสนกิจและนมัสการวัดพุทไธศวรรย์ สอดคล้องกับช่วงเวลาที่อยุธยามีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในศรีลังกา จนนำไปสู่การตั้งคณะสงฆ์ที่รู้จักกันในชื่อ “สยามวงศ์”

A-look-at-the-history-of-Wat-Phutthaisawan-Ayutthaya-SPACEBAR-Photo06.jpg
A-look-at-the-history-of-Wat-Phutthaisawan-Ayutthaya-SPACEBAR-Photo07.jpg

วัดนอกเกาะเมืองที่ผ่านสงครามและการเสียกรุง

วัดพุทไธศวรรย์ ตั้งอยู่นอกกำแพงเมือง จึงอยู่ในภูมิประเทศทางยุทธศาสตร์ที่แตกต่างจากวัดสำคัญภายในเกาะเมือง ตำแหน่งริมแม่น้ำทำให้วัดเชื่อมโยงกับเส้นทางคมนาคม การค้า และการเคลื่อนกำลังคนในอดีต เมื่อกรุงศรีอยุธยาเผชิญสงคราม พื้นที่วัดนอกเมืองหลายแห่งถูกใช้เป็นที่ตั้งกำลัง จุดสังเกตการณ์ หรือพื้นที่พักทัพ

วัดพุทไธศวรรย์ไม่ได้กลายเป็นวัดร้างอย่างถาวรหลังเสียกรุง พ.ศ.2310 แต่ยังมีการใช้งานและบูรณะสืบเนื่อง ทำให้มีทั้งโบราณสถานสมัยอยุธยา อาคารที่ผ่านการซ่อมแซมในสมัยรัตนโกสินทร์ และสิ่งก่อสร้างร่วมสมัยอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ความต่อเนื่องนี้ทำให้วัดแห่งนี้แตกต่างจากโบราณสถานหลายแห่งในเกาะเมือง ซึ่งเหลือเพียงฐานอาคารหรือซากกำแพงโดยไม่มีชุมชนสงฆ์อาศัยอยู่

A-look-at-the-history-of-Wat-Phutthaisawan-Ayutthaya-SPACEBAR-Photo08.jpg

จากโบราณสถาน…สู่มรดกที่ยังมีชีวิต

UNESCO ระบุว่า วัดพุทไธศวรรย์ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานตั้งแต่ พ.ศ.2478 นับเป็นโบราณสถานกลุ่มแรก ๆ ที่ได้รับการคุ้มครองโดยกรมศิลปากร หลังประเทศไทยเริ่มวางระบบอนุรักษ์โบราณสถานสมัยใหม่อย่างเป็นทางการ

วัดพุทไธศวรรย์เป็นทั้งโบราณสถาน สถานที่ประกอบศาสนกิจ และพื้นที่ความทรงจำของชุมชน จึงจัดเป็น “มรดกที่ยังมีชีวิต” ซึ่งต้องบริหารทั้งด้านศาสนา ทรัพย์สิน ความปลอดภัย และการอนุรักษ์ไปพร้อมกัน

A-look-at-the-history-of-Wat-Phutthaisawan-Ayutthaya-SPACEBAR-Photo V02.jpg

จากสำนักดาบ…สู่พื้นที่ความทรงจำร่วมสมัย

ชื่อวัดพุทไธศวรรย์ยังผูกพันกับเรื่องเล่า “สำนักดาบพุทไธสวรรย์” และการฝึกศิลปะการต่อสู้แบบไทย ซึ่งถูกถ่ายทอดอย่างแพร่หลายในวัฒนธรรมร่วมสมัย ทั้งหนังสือ ละคร ภาพยนตร์ และสำนักฝึกดาบหลายแห่ง ซึ่งมีฐานจากมุขปาฐะและวรรณกรรมยุคหลัง มากกว่าจะเป็นหลักฐานที่ยืนยันได้ว่ามีจริงหรือร่วมยุคในสมัยอยุธยา

ยุควัตถุมงคลและคำถามเรื่องเงินศรัทธา

ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา วัดพุทไธศวรรย์เป็นที่รู้จักในวงกว้างจากการจัดสร้างวัตถุมงคล โดยเฉพาะสายจตุคามรามเทพ เครื่องราง และเหรียญหลายรุ่น รวมถึง “รุ่นเหนือดวง” ซึ่งถูกกล่าวถึงพร้อมกับข่าวคดีล่าสุด

เว็บไซต์ของวัดมีการรวบรวมข้อมูลวัตถุมงคลย้อนหลังหลายปี แสดงให้เห็นว่ากิจกรรมดังกล่าวเป็นองค์ประกอบหนึ่งของเศรษฐกิจศรัทธาร่วมสมัยของวัด ไม่ใช่ประวัติศาสตร์ทั้งหมดของวัด แต่เป็นจุดเชื่อมที่ทำให้ชื่อวัดเข้าถึงผู้ศรัทธาถ้าและกลุ่มนักสะสมทั่วประเทศ

คดีที่เกิดขึ้นจึงทำให้คำถามไม่ได้จำกัดอยู่ที่พฤติกรรมส่วนบุคคล หายกขยายไปถึงระบบบริหารเงินบริจาค รายได้จากวัตถุมงคล การควบคุมบัญชี การอนุมัติเบิกจ่าย และการเปิดเผยข้อมูลต่อคณะกรรมการวัดกับสาธารณะ

A-look-at-the-history-of-Wat-Phutthaisawan-Ayutthaya-SPACEBAR-Photo13.jpg

ชื่อบุคคล…ไม่ควรกลบชื่อของโบราณสถาน

ข่าวฉาวของผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรศาสนา อาจกระทบศรัทธาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่หากสังคมมองวัดพุทไธศวรรย์ผ่านภาพข่าวเพียงไม่กี่วัน ก็อาจทำให้ประวัติศาสตร์กว่า 673 ปีถูกลดทอนเหลือเพียงคดีของบุคคลหนึ่ง

ในทางกลับกัน คุณค่าทางประวัติศาสตร์ก็ไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นเกราะป้องกันการตรวจสอบ วัดยิ่งเก่าแก่ มีรายได้มาก และได้รับศรัทธาสูงเท่าใด ยิ่งควรมีระบบบัญชี การกำกับทรัพย์สิน และการตรวจสอบที่เข้มแข็งเท่านั้น

โจทย์สำคัญหลังจากนี้จึงมีสองด้านที่ต้องดำเนินไปพร้อมกัน ด้านหนึ่งคือการสอบสวนเพื่อคืนเงินและทรัพย์สินที่อาจเป็นของวัด พร้อมดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องตามหลักฐาน 

อีกด้านคือการรักษาโบราณสถาน จิตรกรรม เอกสาร และกิจกรรมทางศาสนาไม่ให้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการบริหาร เพราะเจ้าอาวาสเป็นตำแหน่งที่เปลี่ยนผ่านได้ แต่พระปรางค์ จิตรกรรม และความทรงจำของเมือง คือสมบัติที่คนหลายรุ่นฝากไว้กับอนาคต

A-look-at-the-history-of-Wat-Phutthaisawan-Ayutthaya-SPACEBAR-Photo V01-1.jpg
A-look-at-the-history-of-Wat-Phutthaisawan-Ayutthaya-SPACEBAR-Photo02.jpg
A-look-at-the-history-of-Wat-Phutthaisawan-Ayutthaya-SPACEBAR-Photo05-1.jpg

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์