ทำไม “อัสนี-วสันต์” ถึงกลายเป็นคู่จิ้นรุ่นใหญ่ จากสองพี่น้องนักดนตรีสู่ตำนานกว่า 40 ปีของวงการเพลง

4 ก.ย. 2569 - 14:55

  • “อัสนี-วสันต์” สองพี่น้องนักดนตรีที่กลายเป็นหนึ่งในคู่ดูโอระดับตำนานของวงการเพลงไทย

  • จากวง “อิสซึ่น” สู่การแจ้งเกิดในชื่อ “อัสนี-วสันต์” และสร้างเพลงฮิตต่อเนื่องหลายยุค

  • เคมีบนเวทีและความสัมพันธ์ของสองพี่น้องทำให้เด็กรุ่นใหม่หยิบมาแซวเป็น “คู่จิ้นรุ่นใหญ่”

ทำไม “อัสนี-วสันต์” ถึงกลายเป็นคู่จิ้นรุ่นใหญ่ จากสองพี่น้องนักดนตรีสู่ตำนานกว่า 40 ปีของวงการเพลง

 ถ้าพูดถึงชื่อ “อัสนี-วสันต์” สำหรับคนที่เติบโตมากับเพลงไทยยุค 80s-90s ชื่อนี้แทบไม่ต้องมีคำอธิบายเพิ่มเติม เพราะ “พี่ป้อม” อัสนี โชติกุล และ “พี่โต๊ะ” วสันต์ โชติกุล คือสองพี่น้องที่ร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์ให้วงการเพลงไทยมานานกว่า 40 ปี

แต่เมื่อภาพของทั้งคู่กลับมาเป็นที่พูดถึงในกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะจากโมเมนต์บนเวทีและเคมีระหว่างสองพี่น้อง ก็เกิดคำเรียกแบบร่วมสมัยที่ชวนให้หลายคนแซวว่า “นี่มันคู่จิ้นรุ่นใหญ่หรือเปล่า?”

แน่นอนว่าในความเป็นจริงทั้งคู่คือพี่น้องกัน แต่สิ่งที่ทำให้คำว่า “คู่จิ้น” ฟังดูเข้ากับอัสนี-วสันต์ในแบบขำๆ ก็คือการที่ชื่อของทั้งสองแทบจะถูกพูดถึงควบคู่กันมาตลอดชีวิตการทำงาน จนแยกกันแทบไม่ออกว่า “อัสนี” จะสมบูรณ์ได้อย่างไรหากไม่มี “วสันต์” อยู่ข้างๆ

จากเด็กเมืองเลยสู่จุดเริ่มต้นของ “อัสนี-วสันต์”

อัสนี โชติกุล หรือ “ป้อม” เกิดวันที่ 9 เมษายน 2498 ขณะที่ วสันต์ โชติกุล หรือ “โต๊ะ” เกิดวันที่ 25 มีนาคม 2500 ทั้งคู่เป็นชาวจังหวัดเลย และเติบโตมาในครอบครัวที่มีดนตรีเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

เส้นทางดนตรีของสองพี่น้องเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1970s เมื่อทั้งคู่เข้ามาศึกษาต่อในกรุงเทพฯ และรวมตัวทำวงดนตรีโฟล์กร็อกชื่อ “อิสซึ่น (Isn't)” ก่อนจะเข้าประกวดดนตรีโฟล์กซองและคว้ารางวัลชนะเลิศในปี 2517 ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ทั้งคู่ได้มีโอกาสเข้าสู่ห้องบันทึกเสียงและเริ่มต้นเส้นทางอาชีพดนตรีอย่างจริงจัง

ช่วงเวลานั้นวสันต์ยังคงเดินทางไปกับแนวดนตรีของอิสซึ่น ขณะที่อัสนีเริ่มมองหาแนวทางทางดนตรีที่แตกต่างออกไป ก่อนจะไปทำงานร่วมกับวง The Oriental Funk และวง Butterfly ในเวลาต่อมา

พูดง่ายๆ คือ ตั้งแต่เริ่มต้นทั้งคู่ไม่ได้เดินอยู่บนเส้นทางเดียวกันตลอดเวลา แต่สุดท้ายดนตรีก็พาพวกเขากลับมาอยู่บนเวทีเดียวกันอีกครั้ง

ปี 2529 จุดเริ่มต้นของ “อัสนี-วสันต์”

ในปี 2529 ทั้งสองตัดสินใจกลับมาทำงานเพลงร่วมกันในชื่อ “อัสนี-วสันต์” และออกอัลบั้มชุดแรก “บ้าหอบฟาง” กับค่ายไนท์สปอต แม้อัลบั้มแรกจะไม่ได้ประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลายแต่เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของชื่อที่ต่อมาจะกลายเป็นหนึ่งในชื่อที่ทรงอิทธิพลที่สุดของวงการเพลงร็อกไทย

จากนั้นทั้งคู่ย้ายเข้าสู่ค่ายแกรมมี่และออกอัลบั้ม “ผักชีโรยหน้า” ในปี 2530 ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมาก ก่อนจะตามมาด้วยอัลบั้มอย่าง “กระดี่ได้น้ำ”“ฟักทอง”“สับปะรด” และผลงานอีกหลายชุด

เพลงของอัสนี-วสันต์จึงค่อยๆ กลายเป็นเพลงที่อยู่ในชีวิตประจำวันของคนไทย ตั้งแต่เพลงรัก เพลงอกหัก เพลงสนุก ไปจนถึงเพลงที่กลายเป็นภาพจำของสังคมในแต่ละยุค

“ป้อม-โต๊ะ” ต่างกันสุดขั้วแต่กลับเข้ากันอย่างไม่น่าเชื่อ

เสน่ห์ของอัสนี-วสันต์ไม่ได้มีแค่เพลง แต่คือ ความแตกต่างของสองพี่น้อง

อัสนี หรือ “พี่ป้อม” มักถูกจดจำจากภาพของร็อกสตาร์ นักกีตาร์ที่มีบุคลิกจัดจ้านและการเล่นกีตาร์ที่เป็นเอกลักษณ์ ขณะที่วสันต์ หรือ “พี่โต๊ะ” มีภาพลักษณ์ที่สุขุมกว่า และมีสไตล์การทำเพลงที่นุ่มนวลและละเอียดอ่อนกว่า

เมื่อสองบุคลิกที่แตกต่างกันมาอยู่บนเวทีเดียวกันจึงเกิดเป็นเคมีเฉพาะตัว

คนหนึ่งเติมความดุดัน อีกคนเติมความละมุน

คนหนึ่งเป็นภาพของร็อกสตาร์ อีกคนเป็นนักดนตรีที่ดูนิ่งและอบอุ่นกว่า

นี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมเมื่อมองด้วยสายตาของคนรุ่นใหม่ความสัมพันธ์ของทั้งคู่จึงถูกนำไปเปรียบกับคำว่า “คู่จิ้น” แบบขำๆ เพราะตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาภาพจำของอัสนีและวสันต์แทบไม่เคยถูกแยกออกจากกัน

จาก “คู่พี่น้อง” สู่ “คู่ดูโอ” ที่อยู่ด้วยกันมากว่า 40 ปี

สิ่งที่น่าสนใจคือ อัสนี-วสันต์ไม่ได้เป็นเพียงพี่น้องที่ทำเพลงด้วยกัน แต่ชื่อของทั้งคู่กลายเป็น แบรนด์เดียวกันทางดนตรี

เมื่อได้ยินชื่อ “อัสนี” ก็ต้องนึกถึง “วสันต์” เมื่อพูดถึง “พี่ป้อม” ก็ต้องมี “พี่โต๊ะ” ตามมา

ตลอดหลายทศวรรษทั้งคู่สร้างเพลงที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำของผู้ฟัง ตั้งแต่ “หนึ่งมิตรชิดใกล้” “ยินยอม” “บังอรเอาแต่นอน” “หัวใจสะออน” “รักเธอเสมอ” “ลงเอย” “อยากได้ยินว่ารักกัน” และอีกมากมาย

ความพิเศษจึงไม่ได้อยู่แค่เพลงใดเพลงหนึ่ง แต่อยู่ที่การที่คนฟังสามารถเติบโตมากับเสียงเพลงของพวกเขาและส่งต่อเพลงเหล่านั้นจากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง

เดือนกันยายน ปี 2569 “คู่จิ้นรุ่นใหญ่” กำลังจะปิดฉาก?

ปี 2569 กลายเป็นอีกหนึ่งปีสำคัญของอัสนี-วสันต์ เมื่อทั้งคู่ประกาศจัด FAREWELL CONCERT “อยากจะย้ำชัดๆ ครั้งสุดท้าย” เพื่อปิดฉากการเดินทางบนเส้นทางดนตรีที่ยาวนานกว่า 4 ทศวรรษ โดยจัดขึ้นที่อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี

การประกาศคอนเสิร์ตครั้งนี้ทำให้แฟนเพลงหลายรุ่นกลับมาพูดถึงสองพี่น้องอีกครั้ง และทำให้เพลงเก่าๆ ถูกหยิบกลับมาฟังใหม่

สำหรับคนรุ่นหนึ่ง อัสนี-วสันต์คือศิลปินที่อยู่ในยุคเทปคาสเซ็ตต์

สำหรับอีกเจเนอเรชัน พวกเขาคือเพลงที่พ่อแม่เปิดให้ฟัง

และสำหรับเด็กรุ่นใหม่ พวกเขาอาจเป็น “พี่ป้อมกับพี่โต๊ะ” หรือแม้กระทั่ง “คู่จิ้นรุ่นใหญ่” ที่ดูแล้วอดแซวไม่ได้

แต่ไม่ว่าจะเรียกพวกเขาว่าอะไรสิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ ตลอดเวลากว่า 40 ปีที่ผ่านมา อัสนีและวสันต์ยังคงเป็นชื่อสองชื่อที่เดินทางมาด้วยกันเสมอ

เพราะบางคู่ไม่ได้เกิดจากความรักแบบคู่รัก

แต่เกิดจาก สายเลือด ดนตรี และการเดินทางร่วมกันตลอดชีวิต และนั่นอาจเป็นเหตุผลว่าทำไม “อัสนี-วสันต์” ถึงยังคงเป็น “คู่” ที่ไม่มีใครมาแทนที่ได้

ขอบคุณที่สร้างเสียงดนตรีดีๆ ให้เราฟังกันตลอดมาครับ

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์