จุดเริ่มต้นของกระแสแบนในครั้งนี้ มาจากภาพยนตร์ไทยเรื่อง ‘เวลา’ (2022) หรือชื่ออังกฤษ Anatomy of Time ที่เวิลด์พรีเมียร์ที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิส (Venice Film Festival) ก่อนจะเดินสายฉายรอบโลกและ คว้ารางวัลจากเวทีประกวดภาพยนตร์มาแล้วหลายประเทศ
และเมื่อวันที่ 28 มี.ค. ที่ผ่านมา ภาพยนตร์เรื่อง เวลา ก็ได้คว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากงานประกาศรางวัล “คมชัดลึกอวอร์ดครั้งที่19” ควบรางวัล ผู้กำกับภาพยนตร์ไทยยอดเยี่ยมแห่งปี ทำให้ผู้กำกับศิลป์ของภาพยนตร์เรื่องเวลา ได้ออกมาโพสต์แสดงความยินดีทางสื่อออนไลน์ของตัวเอง ก่อนที่จะเปิดเผยความจริงอันน่าตกใจว่า ภาพยนตร์ที่เขาร่วมสร้างเรื่องนี้ แม้จะการันตีด้วยรางวัลจากไทยและเทศมากมาย แต่กลับไม่ผ่านเกณฑ์พิจารณาเข้าชิงรางวัลสุพรรณหงส์ ซึ่งถือเป็นงานมอบรางวัลทางภาพยนตร์ที่ยืนระยะมายาวนาน และจัดขึ้นโดยสมาพันธ์ภาพยนตร์แห่งชาติ
โดยเหตุที่ทำให้ไม่ผ่านเกณฑ์นั้น ก็เพราะทางสมาพันธ์ได้มีการปรับเปลี่ยนกติกาว่าภาพยนตร์ที่จะได้รับการพิจารณาให้เข้าชิงรางวัลสุพรรณหงส์ จะต้องมีคุณสมบัติดังนี้ ต้องฉายในโรงภาพยนตร์ ผ่านสตรีมมิ่งอย่างเดียวไม่ได้ ต้องฉายในโรงครบทั้ง 5 ภูมิภาค ซึ่งต้องเข้าฉายใน 5 จังหวัดใหญ่ คือ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ชลบุรี นครราชสีมา นครศรีธรรมราช และข้อสุดท้ายคือต้องมียอดผู้ชมไม่ต่ำกว่า 50,000 คน ทำให้จากกฏยุ่บยั่บที่กล่าวไปข้างต้น การที่ภาพยนตร์เรื่องหนึ่งจะมีสิทธ์เข้าชิงรางวัลต้องมีรายได้ขั้นต่ำถึง 5-7 ล้านบาทเลยทีเดียว
บรรดาผู้คนในวงการภาพยนตร์จึงมองว่า นี่คือการตัดมือตัดขาคนทำงานอิสระหรือนอกกระแสอย่างสิ้นเชิง เพราะถ้ายึดตามกฏเกณฑ์ดังกล่าวนี้จริงๆ เราคงไม่ได้เห็นภาพยนตร์น้ำดีอย่าง ดาวคะนอง (2016) มะลิลา (2017) หรืออีกมากมาย ได้รับรางวัลสุพรรณหงส์อีกต่อไป ซึ่งการได้รางวัลก็ถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างมากของภาพยนตร์อิสระ ที่จะได้มีโอกาสเพิ่มพื้นที่ให้ผู้ชมทั่วไปได้รู้จักหนังที่พวกเขาปราณีตทำออกมาจนได้รับรางวัล
โดยเหตุที่ทำให้ไม่ผ่านเกณฑ์นั้น ก็เพราะทางสมาพันธ์ได้มีการปรับเปลี่ยนกติกาว่าภาพยนตร์ที่จะได้รับการพิจารณาให้เข้าชิงรางวัลสุพรรณหงส์ จะต้องมีคุณสมบัติดังนี้ ต้องฉายในโรงภาพยนตร์ ผ่านสตรีมมิ่งอย่างเดียวไม่ได้ ต้องฉายในโรงครบทั้ง 5 ภูมิภาค ซึ่งต้องเข้าฉายใน 5 จังหวัดใหญ่ คือ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ชลบุรี นครราชสีมา นครศรีธรรมราช และข้อสุดท้ายคือต้องมียอดผู้ชมไม่ต่ำกว่า 50,000 คน ทำให้จากกฏยุ่บยั่บที่กล่าวไปข้างต้น การที่ภาพยนตร์เรื่องหนึ่งจะมีสิทธ์เข้าชิงรางวัลต้องมีรายได้ขั้นต่ำถึง 5-7 ล้านบาทเลยทีเดียว
บรรดาผู้คนในวงการภาพยนตร์จึงมองว่า นี่คือการตัดมือตัดขาคนทำงานอิสระหรือนอกกระแสอย่างสิ้นเชิง เพราะถ้ายึดตามกฏเกณฑ์ดังกล่าวนี้จริงๆ เราคงไม่ได้เห็นภาพยนตร์น้ำดีอย่าง ดาวคะนอง (2016) มะลิลา (2017) หรืออีกมากมาย ได้รับรางวัลสุพรรณหงส์อีกต่อไป ซึ่งการได้รางวัลก็ถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างมากของภาพยนตร์อิสระ ที่จะได้มีโอกาสเพิ่มพื้นที่ให้ผู้ชมทั่วไปได้รู้จักหนังที่พวกเขาปราณีตทำออกมาจนได้รับรางวัล

นั่นทำให้เกิดกระแสต่อต้านของคนในวงการภาพยนตร์ที่ลุกฮือขึ้นพร้อมกันติด #แบนสุพรรณหงส์ อาทิ บรรดาทีมงานผู้อยู่เบื้องหลังภาพยนตร์เรื่อง One for The Road (2021) ที่ทีมผู้กำกับ ทีมเขียนบท ต่างออกมาประกาศถอนตัวจากการถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลสุพรรณหงส์ในปีนี้ รวมไปถึงภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ที่มีชื่อเข้าชิงก็เช่นกันทั้ง Faces of Anne (2022) ที่ผู้กำกับยืนยันว่าแม้สิทธ์ส่งประกวดจะเป็นของสตูดิโอ รวมถึง 2 นักแสดงนำจากภาพยนตร์เรื่อง 4 Kings (2021) ที่ประกาศขอคืนรางวัลที่ได้ไปปีก่อน จนไปถึงขนาดที่รองประธานสมาคมสมาพันธ์ภาพยนตร์แห่งชาติ ประกาศลาออกจากตำแหน่ง โดยให้เหตุผลว่าไม่เห็นด้วยกับกติกาใหม่ดังกล่าว และนอกจากนั้นยังมีผู้คนในแวดวงภาพยนตร์ไทยทั้งผู้กำกับ ทีมงานฝ่ายต่างๆ นักวิจารณ์ ก็ต่างออกมาบอยคอตสุพรรณหงส์ และ สมาพันธ์ภาพยนตร์แห่งชาติ เพื่อเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกติกา
โดยได้มีนักวิจารณ์ภาพยนตร์ไทยชื่อดังได้ให้ทรรศนะไว้ว่า กฏกติกานี้อาจจะเอื้อให้กับภาพยนตร์ที่เข้าฉายในเครือโรงภาพยนตร์บางเครืออย่างเห็นได้ชัด จากการที่ 5 จังหวัดใหญ่ที่ระบุในกฏเกนฑ์นั้น ล้วนเป็นฐานที่มั่นของโรงภาพยนตร์เครือดังกล่าว ซึ่งจริงเท็จอย่างไรเราก็ไม่อาจทราบได้แน่ชัด แต่ก็ชวนให้ขบคิดเหลือเกิน
ก็ช่างน่าเสียดายแทนบรรดาผู้คนในวงการณ์ภาพยนตร์ที่ทำงานของตัวเองอย่างสุดฝีมือ ผลิตชิ้นงานในแบบที่ตัวเองเชื่อมั่น ขยายขอบเขตการดูภาพยนตร์ของผู้ชมชาวไทยให้หลากหลาย เพื่อหวังว่ามันจะนำไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน แต่องค์กรที่ควรจะเป็นตัวตั้งตัวตีในการสนับสนุนสิ่งเหล่านี้ กลับออกกฏกติกาดังกล่าวมาเพื่อจุดประสงค์บางอย่าง ที่ไม่ว่าจะดูกี่มุม พลิกซ้ายขวาตะแคงหาอย่างไร ก็ไม่เห็นว่าจะมีประโยชน์ต่อวงการภาพยนตร์ไทยใดๆ เลย
โดยได้มีนักวิจารณ์ภาพยนตร์ไทยชื่อดังได้ให้ทรรศนะไว้ว่า กฏกติกานี้อาจจะเอื้อให้กับภาพยนตร์ที่เข้าฉายในเครือโรงภาพยนตร์บางเครืออย่างเห็นได้ชัด จากการที่ 5 จังหวัดใหญ่ที่ระบุในกฏเกนฑ์นั้น ล้วนเป็นฐานที่มั่นของโรงภาพยนตร์เครือดังกล่าว ซึ่งจริงเท็จอย่างไรเราก็ไม่อาจทราบได้แน่ชัด แต่ก็ชวนให้ขบคิดเหลือเกิน
ก็ช่างน่าเสียดายแทนบรรดาผู้คนในวงการณ์ภาพยนตร์ที่ทำงานของตัวเองอย่างสุดฝีมือ ผลิตชิ้นงานในแบบที่ตัวเองเชื่อมั่น ขยายขอบเขตการดูภาพยนตร์ของผู้ชมชาวไทยให้หลากหลาย เพื่อหวังว่ามันจะนำไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน แต่องค์กรที่ควรจะเป็นตัวตั้งตัวตีในการสนับสนุนสิ่งเหล่านี้ กลับออกกฏกติกาดังกล่าวมาเพื่อจุดประสงค์บางอย่าง ที่ไม่ว่าจะดูกี่มุม พลิกซ้ายขวาตะแคงหาอย่างไร ก็ไม่เห็นว่าจะมีประโยชน์ต่อวงการภาพยนตร์ไทยใดๆ เลย



