การออกมายอมรับข้อผิดพลาดของ ป๋าเต็ด-ยุทธนา บุญอ้อม ผู้ก่อตั้ง Big Mountain Music Festival อาจเป็นเรื่องที่หลายคนมองว่าเป็นเพียงดราม่าของเทศกาลดนตรีงานหนึ่ง แต่หากมองให้ลึกกว่านั้นนี่อาจเป็นหมุดหมายสำคัญของวงการเฟสติวัลไทยทั้งอุตสาหกรรมว่า ถึงเวลาแล้วที่ควรจะปฏิวัติครั้งใหญ่ทั้งภาคการเตรียมงานและการควบคุมมาตรฐานของเฟสติวัลไทยให้สะดวกปลอดภัยไร้ยาเสพติด
หลังโพสต์แรกที่ยอมรับว่าผู้ชมของ Big Mountain ลดลงกว่าครึ่งและยอมรับว่าตัวเองมีส่วนรับผิดชอบ ล่าสุดเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคมป๋าเต็ดได้โพสต์ข้อความอีกครั้งพร้อมให้คำมั่นว่า Big Mountain จะเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยระบุชัดว่า “ปีนี้เราจะไม่มีคนสูบกัญชา รถต้องไม่ติด คนต้องไม่บ่นเรื่องฝุ่น ห้องน้ำจะทั่วถึง” พร้อมติดแฮชแท็ก #ผมสัญญา และ #bigmountainเปลี่ยนร้อยเปอร์เซ็นต์
ต่อมาป๋าเต็ดให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า โพสต์ดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเพราะแรงกดดันจากกระแสวิจารณ์เพียงอย่างเดียวแต่เป็นความรู้สึกของคนที่สร้างเทศกาลนี้มาตั้งแต่วันแรก และมองว่าถึงเวลาที่ต้อง “ยอมรับ” ปัญหาอย่างตรงไปตรงมา ไม่ว่าจะเป็นห้องน้ำไม่เพียงพอ การจราจรติดขัด ปัญหาฝุ่น หรือการลักลอบนำกัญชาเข้าพื้นที่งาน
เขาย้ำว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะไม่ใช่การแก้ปัญหาแบบเฉพาะหน้า แต่เป็นการรีเซ็ตวิธีคิดทั้งหมดโดยเอา “ผู้ชม” เป็นศูนย์กลางของการจัดงาน
แม้เรื่องราวทั้งหมดจะเกิดขึ้นกับ Big Mountain แต่คำถามที่เกิดขึ้นกลับไม่ได้หยุดอยู่แค่เทศกาลเดียว
ตลอดหลายปีที่ผ่านมาวงการเทศกาลดนตรีไทยเติบโตอย่างรวดเร็ว มีทั้งงานขนาดเล็ก กลาง และเมกะเฟสติวัลเกิดขึ้นแทบทุกเดือน ผู้จัดแข่งขันกันด้วยไลน์อัปศิลปิน โปรดักชัน แสง สี เสียง และประสบการณ์บนเวที แต่สิ่งที่ผู้ชมพูดถึงหลังจบงานกลับมักไม่ใช่โชว์ที่ดีที่สุดหากเป็นเรื่องห้องน้ำไม่พอ รถติด เดินไกล ฝุ่นเยอะ จุดบริการน้ำดื่มไม่เพียงพอ หรือมาตรการด้านความปลอดภัยที่ยังมีช่องโหว่ให้พื้นที่ยาเสพติดสามารถเข้าถึงได้
สะท้อนให้เห็นว่าประสบการณ์ของผู้ชมกลายเป็นหัวใจสำคัญของเทศกาลยุคใหม่ไม่แพ้ศิลปินที่ขึ้นแสดง





