ถ้าจะพูดถึงหนึ่งในประเพณีที่ทุกคนเห็นแล้วเกิดความ ‘ตื่นตาตื่นใจ’ ในเทศกาลกินเจ เห็นทีก็คงจะหนีไม่พ้น ‘ประเพณีเจาะปาก’ ที่เราจะได้เห็นคนมากมายใช้ดาบ มีด เหล็ก หรือสิ่งของใหญ่ๆ แทงทะลุแก้ม แถมในปีล่าสุดก้าวไปไกลถึงการเอา ‘กีตาร์’ มาเจาะแก้มกันแล้ว โดยต้องบอกว่าจริงๆ แล้วไม่ใช่การทำเพื่อโชว์การทรมานตัวเองแต่อย่างใด เพราะนี่คือการกระทำที่เต็มไปด้วยความหมายและความเชื่อทางศาสนา
หลายคนอาจสงสัยว่าคนที่เจาะปากแต่ละคนเขาเป็นใคร มาจากไหน ทำไมถึงยอมทำอะไรเจ็บๆ แบบนี้ให้ทุกคนดู สำหรับคนเหล่านี้จะเรียกกันว่า ‘ม้าทรง’ อธิบายง่ายๆ ก็คือเป็น ‘ม้าของเทพเจ้า’ โดยตามความเชื่อคือพวกเขาจะเป็นร่างให้เทพเจ้ามาเข้าประทับในช่วงเทศกาล โดยเมื่อเข้าสู่ภาวะทรงเจ้าก็จะทำพิธีต่างๆ ที่ดูรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นเดินลุยไฟ เดินบนบันไดมีด หรือ ใช้ของมีคมแทงทะลุแก้ม ซึ่งเป็นภาพที่คนทั่วโลกจดจำได้มากที่สุดในเทศกาลกินเจภูเก็ต
สำหรับหัวใจของความเชื่อนี้ก็คือ ‘การรับเคราะห์แทนผู้คนในชุมชน’ โดยตามความเชื่อของคนที่ศรัทธาจะบอกว่า ม้าทรงนั้นไม่ได้ทำพิธีเพื่อตัวเองอย่างเดียว แต่เป็นการรับสิ่งไม่ดี โชคร้าย หรือเคราะห์กรรมของผู้คนเอาไว้ และนำไปสู่การชำระล้างเพื่อให้คนในชุมชนได้รับการคุ้มครองและเพิ่มสิริมงคล
ส่วนคำถามที่ว่าทำไมถึงต้องทำใน ‘เทศกาลกินเจ’ ก็ต้องย้อนไปถึงช่วงทศวรรษ 1820 ที่มีเรื่องเล่าว่าเกิดการเจ็บป่วยของกลุ่มชาวจีนและคณะงิ้วในภูเก็ต พวกเขาจึงประกอบพิธีถือศีลกินเจและบูชาเทพเจ้าจักรพรรดิทั้งเก้าจนอาการเจ็บป่วยดีขึ้น ดังนั้นงานกินเจจึงไม่ได้เป็นแค่การ ‘งดทานเนื้อสัตว์’ แต่ถือเป็นช่วงเวลาที่จะได้ ‘ชำระล้างร่างกายและจิตใจ’ ไปด้วย ผู้ถือศีลจึงมักปฏิบัติตนกันอย่างเคร่งครัดทั้งงดเนื้อสัตว์ งดแอลกอฮอล์ สวมใส่ชุดขาว รวมไปถึงปฏิบัติตามข้อห้ามต่างๆ ซึ่งพิธีกรรมของม้าทรงก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลด้วยเช่นกัน
สุดท้ายต้องบอกว่านี่เป็นพิธีกรรมทางศาสนาที่สืบต่อกันมาด้วยความเชื่อเป็นเวลาราวๆ 200 ปีแล้ว กลายเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์สำคัญของวัฒนธรรมจีน-ไทยภูเก็ต โดยทางด้านกระทรวงวัฒนธรรมได้ขึ้นทะเบียนเทศกาลกินเจภูเก็ตเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติไทยไปเมื่อปี 2561 ต้องยอมรับว่าการที่คนทั่วไปได้เห็นพิธีกรรมเจาะปากถือเป็นอะไรที่แปลก ตื่นตาตื่นใจซึ่งก็จะมีอะไรแปลกๆ มาให้เห็นเรื่อยๆ ในทุกปี อย่างปีนี้เป็น ‘กีตาร์’ ก็ต้องมารอดูกันต่อไปว่าปีต่อๆ ไปจะมีอะไรมาให้เห็นแล้วว้าวกันอีก





