ถ้าคุณกำลังอินกับกระแสภาพยนตร์ Dear You จดหมายรักถึงอาม่า คุณอาจเป็นคน Gen X หรือไกลกว่านั้นถึงขั้น Baby Boomers คุณอาจมีเชื้อสายจีนอยู่ใน DNA หรือไม่ก็ได้
แต่เชื่อเถอะว่า ในภาษาของภาพยนตร์เรื่องบางเรื่องไม่จำเป็นต้องมีเชื้อชาติหรือเจเนอเรชันเดียวกันเราทุกคนก็อินได้ เพราะสุดท้ายแล้ว Dear You ไม่ได้เล่าแค่เรื่องของ “อาม่า” แต่กำลังพูดถึงสิ่งที่คนทุกบ้านเข้าใจเหมือนกัน นั่นคือความรักที่บางครั้งไม่เคยพูดออกมาตรงๆ แต่ถูกส่งต่อผ่านจดหมาย ของฝาก เงินก้อนหนึ่ง หรืออะไรบางอย่างที่เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเล
SPACEBAR ขออาสาเล่าเรื่องนี้ผ่านสามคำที่ถูกพูดถึงมากที่สุดจากหนังเรื่องนี้ ได้แก่ โพยก๊วน, เขี่ยวโพย และ เฉียวพี
สามคำนี้มีความหมายใกล้เคียงกันและล้วนพาเราไปสู่หัวใจสำคัญของเรื่อง นั่นคือ การส่งความรักและความคิดถึงจากคนที่อยู่ไกลบ้านกลับไปยังคนที่รออยู่ปลายทาง
โพยก๊วน ไม่ได้หมายถึง “เงิน” เพียงอย่างเดียว
“โพยก๊วน” ในบริบทของคนจีนโพ้นทะเล หมายถึงการส่งเงิน ตั๋วเงิน ธนาณัติ สิ่งของ รวมถึงจดหมายหรือข้อความกลับไปยังครอบครัวที่เมืองจีน
โพยก๊วนจึงไม่ใช่เพียง “การส่งเงินกลับบ้าน” แต่คือการส่งความคิดถึงกลับบ้านด้วย บางครั้งสิ่งที่ถูกส่งไปอาจเป็นเงิน บางครั้งเป็นสิ่งของ หรืออาจมีจดหมายแนบไปด้วยไม่กี่บรรทัด
ข้อความธรรมดาอย่าง “กินข้าวหรือยัง” “ที่บ้านสบายดีไหม” หรือ “ไม่ต้องเป็นห่วง” เมื่อถูกส่งมาจากคนที่อยู่ห่างออกไปหลายพันกิโลเมตรอาจมีความหมายมากกว่าเงินทั้งก้อนเสียอีก
บางทีนี่อาจเป็นเหตุผลที่ชื่อไทยของหนังเรื่องนี้เลือกใช้คำว่า จดหมายรักถึงอาม่า เพราะสิ่งที่เดินทางข้ามทะเลในวันนั้นไม่ได้มีแค่เงิน
ก่อนจะมี Mobile Banking เราเคยมี “โพยก๊วน”
การส่งโพยก๊วนมีมานานหลายสิบปี ย้อนกลับไปราว พ.ศ. 2460 ย่านสำเพ็งมีร้านรับ-ส่งเงินอยู่เป็นจำนวนมาก ว่ากันว่ามีร้านลักษณะนี้อยู่แทบทุกยี่สิบคูหา
บางร้านทำธุรกิจรับ-ส่งเงินโดยเฉพาะ ขณะที่บางร้านเป็นร้านค้าหรือธุรกิจส่งสินค้าระหว่างประเทศอยู่แล้วและรับส่งเงินควบคู่กันไปด้วย ในสำเพ็งยุคนั้นธุรกิจที่พบเห็นได้มากคือร้านขายยา และรองลงมาคือธุรกิจโพยก๊วน
ถ้าจะเปรียบกับวันนี้โพยก๊วนก็คล้ายกับการโอนเงิน เพียงแต่ในยุคนั้นยังไม่มีแอปฯ ธนาคาร ไม่มีพร้อมเพย์ และไม่มีคำว่า “ยอดเงินเข้าบัญชีแล้วนะ”
คนต้องเดินไปที่ร้าน ฝากเงินไว้ แล้วให้ร้านจัดการส่งต่อไปยังปลายทาง จะเขียนจดหมายแนบไปด้วยก็ได้หรือไม่เขียนก็ได้ แต่ส่วนใหญ่แล้วเงินที่ส่งกลับบ้านมักมีบางอย่างเดินทางไปพร้อมกันเสมอ นั่นคือ ความรัก ความคิดถึง และความห่วงใย
บางครั้งสิ่งที่ส่งกลับบ้านก็ไม่ใช่ “เงิน”
การส่งเงินในสมัยก่อนอาจไม่ได้เกิดขึ้นด้วยการส่งธนบัตรโดยตรง คนจีนโพ้นทะเลบางคนทำการค้าจึงอาจส่งสินค้าที่ตัวเองมีอยู่กลับไป เช่น ปลาหมึกแห้ง เขาสัตว์ หรือสินค้าอื่นๆ
เมื่อสินค้าเดินทางไปถึงเมืองจีนร้านค้าหรือผู้รับสินค้าจะจัดการเปลี่ยนสินค้าเหล่านั้นให้เป็นเงิน แล้วส่งเงินกลับไปให้ครอบครัว
พูดง่ายๆ คือเป็นระบบการส่ง “มูลค่า” ข้ามน้ำข้ามทะเล ก่อนโลกจะมีระบบธนาคารและการเงินแบบที่เราคุ้นเคยกันทุกวันนี้ และเมื่อมองจากตรงนี้โพยก๊วนจึงไม่ใช่แค่เรื่องของการเงิน แต่คือระบบที่ทำให้คนที่อยู่ไกลกันยังสามารถดูแลกันได้
โพยก๊วนไม่ได้มีแค่คนแต้จิ๋ว
อีกเรื่องที่ควรทำความเข้าใจก็คือ โพยก๊วนไม่ได้เป็นเรื่องของคนจีนแต้จิ๋วเท่านั้น
ไม่ว่าจะเป็นแต้จิ๋ว ฮากกา ฮกเกี้ยน กวางตุ้ง หรือกลุ่มชาวจีนโพ้นทะเลอื่นๆ ต่างก็มีประวัติศาสตร์การโยกย้ายถิ่นฐาน การค้าขาย และการส่งเงินกลับไปยังครอบครัวที่บ้านเกิด
เพียงแต่ Dear You เล่าเรื่องผ่านภาษาและบริบทของชาวจีนแต้จิ๋ว จึงไม่แปลกที่คนไทยเชื้อสายแต้จิ๋วจะรู้สึกเชื่อมโยงกับเรื่องนี้เป็นพิเศษ
แต่โพยก๊วนไม่ได้เป็นของคนแต้จิ๋วหากแต่เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ชาวจีนโพ้นทะเลหลายกลุ่ม
เมื่อธนาคารเข้ามา “โพยก๊วน” ก็หายไป
เมื่อธนาคารและระบบไปรษณีย์เข้ามาทำหน้าที่ส่งเงินและสิ่งของ การส่งโพยก๊วนในรูปแบบเดิมก็ค่อยๆ ลดความนิยมลง
วันนี้เราอาจไม่ค่อยได้ยินคำว่า “โพยก๊วน” อีกแล้ว แต่สิ่งที่โพยก๊วนเคยทำไม่ได้หายไปไหน เราเพียงเปลี่ยนวิธีส่งเท่านั้น
จากจดหมายกลายเป็นโทรศัพท์ จากเงินสดกลายเป็นการโอนผ่านแอปฯ จากของฝากที่เดินทางข้ามทะเลกลายเป็นพัสดุที่กดสั่งจากหน้าจอ
เทคโนโลยีทำให้ระยะทางสั้นลงแต่เหตุผลของคนส่งยังคงเหมือนเดิม
เพราะคิดถึง
โพยก๊วนกับเรื่องราวที่ใหญ่กว่าครอบครัว
บทบาทของโพยก๊วนไม่ได้เป็นเพียงการส่งเงิน จดหมาย หรือสิ่งของกลับบ้าน ในประวัติศาสตร์จีน การสนับสนุนจากชาวจีนโพ้นทะเลและการส่งกำลังทรัพย์กลับไปยังมาตุภูมิต่างก็มีบทบาทต่อขบวนการทางการเมืองและการเปลี่ยนแปลงของจีนในช่วงเวลาหนึ่ง
ดังนั้น กระดาษหนึ่งใบ เงินหนึ่งก้อน หรือสิ่งของหนึ่งห่อที่เดินทางข้ามทะเลในวันนั้นอาจไม่ได้เปลี่ยนแค่ชีวิตของคนในครอบครัวหนึ่ง แต่อาจเป็นส่วนเล็กๆ ของเรื่องราวที่ใหญ่กว่านั้น
เพราะสุดท้ายแล้วแต่ละบ้านต่างมี “ความทรงจำเฉพาะบุคคล”
แต่ถ้าเรื่องโพยก๊วนเดินทางออกจากหน้าประวัติศาสตร์แล้วกลับเข้าไปอยู่ในความทรงจำของอากง อาม่า หรืออาปา เรื่องมันอาจไม่เหมือนกันอีกต่อไป
เพราะแต่ละคน แต่ละครอบครัว มี “ความทรงจำเฉพาะบุคคล” ของตัวเอง
บางบ้านอาจจำได้ว่าเคยมีใครส่งเงินกลับมา บางบ้านอาจจำจดหมายฉบับหนึ่งได้ บางบ้านอาจจำของบางอย่างที่เดินทางมาจากเมืองจีน และบางบ้านอาจจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าสิ่งของชิ้นนั้นมีมูลค่าเท่าไรแต่จำได้ว่า ใครเป็นคนส่งมา





