มาร์ติน สกอร์เซซี (Martin Scorsese) ผู้กำกับผู้มากับคำว่า ‘ซีนีม่า’ กลับมาเดินพรมแดงอีกครั้งในงานคานส์ครั้งที่ 76 เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม ที่ผ่านมา หลังจากประสบความสำเร็จกับเรื่อง ‘The Irishman’ ด้วยทุนสร้างจาก Netflix ที่เสนอเข้าชิงรางวัลออสการ์ถึง 10 สาขา สกอร์เซซีหวนคืนสู่โลกภาพยนตร์ด้วยหนังเรื่องใหม่ในชื่อ ‘Killers of the Flower Moon’ หนังที่บอกเล่าเหตุการณ์ฆาตกรรมของชนเผ่าโอเซจ (Osage) ในสหรัฐอเมริกากับการสืบสวนของหน่วยงานเอฟบีไอ (FBI) ครั้งนี้เป็นทุนการสร้างจาก Apple TV+ ร่วมกับพาราเมาต์พิคเจอร์ส (Paramount Pictures)
Killers of the Flower Moon เป็นการสร้างอิงจากหนังสือสารดีในชื่อเดียวกันของ เดวิด แกรนน์ (David Grann) เหตุการณ์ฆาตกรรมชนเผ่าโอเซจ หรือโอเซจเนชัน (Osage Nation) เกิดขึ้นเมื่อช่วงปี 1920s โดยกลุ่มชาวอเมริกันพื้นเมืองถูกฆาตกรรมจากการวางแผนของคนกลุ่มหนึ่งที่หวังผลประโยชน์หลังพบแหล่งน้ำมัน การสืบสวนนำโดย ทอม ไวต์ (Tom White) จากหน่วยงานเอฟบีไอ ภายใต้คำสั่งของ เจ. เอ็ดการ์ ฮูเวอร์ (J. Edgar Hoover)
Killers of the Flower Moon เป็นการสร้างอิงจากหนังสือสารดีในชื่อเดียวกันของ เดวิด แกรนน์ (David Grann) เหตุการณ์ฆาตกรรมชนเผ่าโอเซจ หรือโอเซจเนชัน (Osage Nation) เกิดขึ้นเมื่อช่วงปี 1920s โดยกลุ่มชาวอเมริกันพื้นเมืองถูกฆาตกรรมจากการวางแผนของคนกลุ่มหนึ่งที่หวังผลประโยชน์หลังพบแหล่งน้ำมัน การสืบสวนนำโดย ทอม ไวต์ (Tom White) จากหน่วยงานเอฟบีไอ ภายใต้คำสั่งของ เจ. เอ็ดการ์ ฮูเวอร์ (J. Edgar Hoover)

ส่วนฉบับหนังของสกอร์เซซีจะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ช่วงเดือนตุลาคม เจ้าหน้าที่ไวต์รับบทโดย เจสซี เพลมอนส์ (Jesse Plemons) หนุ่มละม้ายคล้าย แมตต์ เดมอน (Matt Damon) จากซีรีส์ Breaking Bad ซึ่งนอกจากเรื่องการสืบสวนแล้วยังมีความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่าง เออร์เนส เบิร์กฮาร์ต (Ernest Burkhart) คนขับรถ รับบทโดย ลีโอนาร์โด ดิคาร์พริโอ (Leonardo DiCarprio) และมอลลี เบิร์กฮาร์ต (Mollie Burkhart) สมาชิกเผ่าโอเซจ รับบทโดย ลิลี แกลดสโตน (Lily Gladstone) กับญาติของเออร์เนส รับบทโดย โรเบิร์ต เดอ นีโร (Robert de Niro) นักธุรกิจท้องถิ่นเจ้าของพื้นที่ปศุสัตว์ที่หวังให้ทั้งสองแต่งงานกัน นอกจากนี้นี่เป็นครั้งแรกของ เบรนแดน เฟรเซอร์ (Brendan Fraser) กับการปรากฎตัวในหนังของสกอร์เซซีอีกด้วย
หนังมีความยาวร่วม 3 ชั่วโมง 26 นาที ให้กลิ่นอายความเป็นหนังดราม่าฉบับสกอร์เซซีเหมือนที่ปรากฎในเรื่อง The Irishman นักวิจารณ์เล็งเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่านี่อาจเป็นการแสดงที่ดีที่สุดของ เดอ นีโร ในหนังของสกอร์เซซีนับตั้งแต่เรื่อง ‘Goodfellas’ ในบทสัมภาษณ์ที่สกอร์เซซีให้กับสื่อ Deadline เขากล่าวอธิบายว่าทำไมเขาถึงไม่ค่อยโฟกัสไปที่การสืบสวนของ ทอม ไวต์ และเอฟบีไอ เท่าไร นั่นเป็นเพราะว่าเขาไม่อยากให้หนังมันดูเกี่ยวกับรัฐบาลกำลังกอบกู้สถานการณ์เกินไป
หนังมีความยาวร่วม 3 ชั่วโมง 26 นาที ให้กลิ่นอายความเป็นหนังดราม่าฉบับสกอร์เซซีเหมือนที่ปรากฎในเรื่อง The Irishman นักวิจารณ์เล็งเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่านี่อาจเป็นการแสดงที่ดีที่สุดของ เดอ นีโร ในหนังของสกอร์เซซีนับตั้งแต่เรื่อง ‘Goodfellas’ ในบทสัมภาษณ์ที่สกอร์เซซีให้กับสื่อ Deadline เขากล่าวอธิบายว่าทำไมเขาถึงไม่ค่อยโฟกัสไปที่การสืบสวนของ ทอม ไวต์ และเอฟบีไอ เท่าไร นั่นเป็นเพราะว่าเขาไม่อยากให้หนังมันดูเกี่ยวกับรัฐบาลกำลังกอบกู้สถานการณ์เกินไป

“มันเป็นสิ่งที่เราเห็นมาก่อนแล้ว ดูสิ นาทีที่เอฟบีไอเข้ามา คุณจะเห็นตัวละครที่เล่นโดย โรเบิร์ต เดอ นีโร และบิล เฮล คุณรู้เลยว่าเขาเป็นผู้ร้าย มันไม่มีความลึกลับอะไร ให้ดูขั้นตอนสืบสวนเหรอ ใครมันจะสนใจ!” สกอร์เซซี กล่าว
เหตุการณ์ฆาตกรรมชนเผ่าโอเซจเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง มักรู้จักกันในชื่อเหตุการณ์ ‘Osage Indian Murders’ เกิดขึ้นในเมืองโอเซจเคาตี (Osage County) รัฐโอคลาโฮมา ระหว่างปี 1910s-1930s ซึ่งสื่อและหนังสือพิมพ์อธิบายว่าเป็นเหตุการณ์ที่ไม่สามารถไขคดีได้ มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 60 คน ทั้งหมดเป็นชาวอเมริกันท้องถิ่นจากชนเผ่าโอเซจ ทั้งหมดคาดว่าเป็นการฆาตกรรมเพื่อหวังครอบครองดินแดนและความมั่งคั่งของสมาชิกโอเซจ ซึ่งรุ่มรวยไปด้วยน้ำมันดิบ ส่วนผู้สมคบคิดส่วนใหญ่สามารถหนีรอดคดีไปได้
เหตุการณ์ฆาตกรรมชนเผ่าโอเซจเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง มักรู้จักกันในชื่อเหตุการณ์ ‘Osage Indian Murders’ เกิดขึ้นในเมืองโอเซจเคาตี (Osage County) รัฐโอคลาโฮมา ระหว่างปี 1910s-1930s ซึ่งสื่อและหนังสือพิมพ์อธิบายว่าเป็นเหตุการณ์ที่ไม่สามารถไขคดีได้ มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 60 คน ทั้งหมดเป็นชาวอเมริกันท้องถิ่นจากชนเผ่าโอเซจ ทั้งหมดคาดว่าเป็นการฆาตกรรมเพื่อหวังครอบครองดินแดนและความมั่งคั่งของสมาชิกโอเซจ ซึ่งรุ่มรวยไปด้วยน้ำมันดิบ ส่วนผู้สมคบคิดส่วนใหญ่สามารถหนีรอดคดีไปได้



