หนึ่งในขุนขวานยุคโมเดิร์นที่ได้รับการยกย่องอย่างสูง Mateus Asato มือกีตาร์ชาวบราซิลเชื้อสายญี่ปุ่น กลับมาเยือนเมืองไทยอีกครั้งกับคอนเสิร์ต “Mateus Asato Live in Bangkok 2026” เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2569 ณ M Theatre ท่ามกลางแฟนกีตาร์อุ่นหนาฝาคั่ง โดยนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Asato มาเยือนประเทศไทย เพราะก่อนหน้านี้เขาเคยเปิดการแสดงในไทยมาแล้วเมื่อ 20 ตุลาคม 2562 หรือเมื่อ 7 ปีก่อน การกลับมาครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนการกลับมาเติมเต็มเสียงดนตรีให้กับแฟนเพลงที่รอคอยเขามาอย่างยาวนาน
ความคึกคักเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ช่วงบ่าย เมื่อแฟนเพลงทยอยเดินทางมารวมตัวกันที่ M Theatre เพื่อรอพบศิลปินที่พวกเขาติดตามมาอย่างยาวนาน ก่อนที่ในเวลา 17.30 น. จะเป็นกิจกรรม Meet & Greet กับ Mateus Asato อย่างใกล้ชิด ทั้งการพูดคุย ถ่ายภาพร่วมกัน และรับลายเซ็น ท่ามกลางบรรยากาศที่เป็นกันเอง สะท้อนบุคลิกอันอบอุ่นของเจ้าตัว และกลายเป็นช่วงเวลาแห่งความทรงจำสำหรับแฟนเพลงหลายคน ก่อนที่ทุกคนจะกลับเข้าสู่ฮอลล์เพื่อรอชมการแสดงเต็มรูปแบบในช่วงค่ำ
ค่ำคืนแห่งดนตรีเริ่มต้นอย่างสมศักดิ์ศรี เมื่อสองมือกีตาร์รุ่นใหม่ไฟแรงของไทย Boss Veerapat Tarapipattanakun และ Unda Alunda ขึ้นเวทีโชว์อุ่นเครื่อง ทั้งคู่ต่างเป็นแชมป์จากเวทีประกวดระดับประเทศและระดับนานาชาติ ฝีมือและตัวตนผ่านการแสดงที่เปี่ยมด้วยเทคนิคและพลัง สร้างบรรยากาศให้ผู้ชมพร้อมสำหรับการปรากฏตัวของศิลปินที่หลายคนเฝ้ารอ
คล้อยหลัง 20.30 น. เสียงเชียร์จากผู้ชมทั้งฮอลล์ก็ดังขึ้นทันทีที่ไฟบนเวทีค่อย ๆ ดับลง ก่อนที่ Asatoจะก้าวขึ้นมาพร้อมกีตาร์คู่ใจ เพียงเสียงโน้ตแรกที่บรรเลงก็เพียงพอจะทำให้ทุกคนเข้าใจว่าทำไมเขาจึงได้รับฉายาว่าเป็นมือกีตาร์ที่ทำให้ “กีตาร์พูดได้” ทุกโน้ตถูกถ่ายทอดด้วยความละเอียดอ่อน และการสร้างไดนามิกที่ทำให้กีตาร์ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องดนตรี หากแต่กลายเป็นเสียงที่กำลังเล่าเรื่องราวและสื่อสารอารมณ์กับผู้ฟังอย่างเป็นธรรมชาติ
ตลอดการแสดง Asato พาผู้ชมเดินทางผ่านบทเพลงที่แฟนๆ คุ้นหูอย่าง “Otsukare!”, “Cryin'” และ “The Breakup Song” ที่ถ่ายทอดทั้งเมโลดี้อันงดงามผสานเทคนิคการเล่นอันแพรวพราว บางช่วงเขาเร่งเครื่องด้วยความเร็วและความแม่นยำจนสะกดคนทั้งฮอลล์ ขณะที่ช่วง Improvisation ก็เต็มไปด้วยความเป็นธรรมชาติ ไม่มีประโยคดนตรีใดฟังดูซ้ำซาก
แถมเติมสีสันด้วยการตีความเพลงระดับตำนานในแบบฉบับของตัวเองอย่าง “Don’t Dream It’s Over” ของ Crowded House, “How Deep Is Your Love” ของ Bee Gees ไปจนถึงการหยอดท่อนอมตะจาก “Little Wing” ของ Jimi Hendrix หรือแม้แต่เซอร์ไพรส์อย่าง “Robot Rock” ของ Daft Punk ทั้งหมดสะท้อนให้เห็นถึงรายละเอียด ความสร้างสรรค์ และตัวตนทางดนตรีของ Asato ที่ชัดเจนในทุกประโยคของกีตาร์
ในส่วนของวงแบ็กอัป ทำหน้าที่ประคองและเติมเต็มทุกบทเพลงได้อย่างยอดเยี่ยม ทั้งจังหวะ การสื่อสารระหว่างนักดนตรี และการสร้างไดนามิกของทั้งวง ทำให้การแสดงมีมิติ สมาชิกทุกคนต่างทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างสมบูรณ์แบบ
อีกหนึ่งองค์ประกอบที่ยกระดับค่ำคืนแห่งการวาดลวดลายบนเฟรตบอร์ดคือ ระบบเสียงจาก MEYER SOUND ที่ถ่ายทอดรายละเอียดของทุกเครื่องดนตรีออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม ตั้งแต่โทนเสียงกีตาร์อันละเอียดอ่อนของ Asato ไปจนถึงพลังของวงแบ็กอัป ทุกย่านความถี่มีความคมชัด สมดุล และเปิดพื้นที่ให้รายละเอียดของแต่ละโน้ตได้เปล่งประกายอย่างเต็มที่ ส่งผลให้ทุกบทเพลงตั้งแต่ต้นจนจบดำเนินไปอย่างราบรื่น สมศักดิ์ศรีการมาเยือนของหนึ่งในมือกีตาร์ระดับโลก
เรียกได้ว่า แม้ผู้ชมบางส่วนอาจไม่ได้ติดตามผลงานของเขามาก่อน แต่หลังจบการแสดง คงยากที่จะปฏิเสธเสน่ห์ของศิลปินรายนี้ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นบนเวทีไม่ใช่เพียงการอวดเทคนิคหรือความเร็วในการเล่นกีตาร์ หากเป็นการใช้ดนตรีเพื่อถ่ายทอดอารมณ์ ความคิด และเรื่องราว ผ่านทุกสัมผัสของปลายนิ้ว
นอกเหนือจากโชว์เต็มรูปแบบแล้ว วันถัดมา (3 สิงหาคม 2569) Asato ยังจัด Guitar Clinic ที่ Bravo BKK เวิร์กช็อปความยาว 2 ชั่วโมง ซึ่งเปิดโอกาสให้แฟนเพลงและบรรดามือกีตาร์ได้เรียนรู้แนวคิด วิธีคิด และเทคนิคการเล่นอย่างใกล้ชิด นับเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์พิเศษที่ช่วยเติมเต็มการมาเยือนประเทศไทยครั้งนี้ได้อย่างสมบูรณ์
“Mateus Asato Live in Bangkok 2026” จึงไม่ใช่เพียงคอนเสิร์ตของมือกีตาร์ระดับโลก แต่คือค่ำคืนที่พิสูจน์ว่า ดนตรีไม่จำเป็นต้องมีคำร้องเสมอไป เพราะในมือของเขา กีตาร์เพียงตัวเดียวก็สามารถ “พูด” สื่อสาร และถ่ายทอดความรู้สึกกับผู้ชมได้อย่างงดงาม ตั้งแต่โน้ตแรกจนถึงเสียงสุดท้าย




