1\. Divine Intervention (2002, Elia Suleiman)

ภาพยนตร์ตลกร้าย ที่อุดมไปด้วยเหตุการณ์เหนือจริง แต่จิกกัดเหตุการณ์ที่ผู้คนในพื้นที่ต้องเผชิญจากภาวะความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้อย่างเข้าที จนสามารถคว้ารางวัล Jury Prize จากเวทีเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์มาครอง ตัวหนังเปิดมาด้วยยำรวมมิตรเหตุการณ์ต่างๆ ของผู้คนในปาเลสไตน์ ที่ค่อนข้างแปลกประหลาดเหนือจริง แต่ก็สะท้อนถึงความกดทับที่ผิดปกติบนพื้นที่ดังกล่าว ก่อนจะหันไปเล่าเรื่องของคู่รักชาวปาเลสไตน์ต่างเมืองที่ต้องฝ่าด่านตรวจของเจ้าหน้าที่อิสราเอลเพื่อที่จะได้พบกัน ซึ่งระหว่างทางที่จะไปถึงจุดหมายก็เต็มไปด้วยมุกตลกล้อเลียนสถานการณ์จริงอันขมขื่น
2\. Paradise Now (2005, Hany Abu-Assad)

ภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าฉายในไทยในชื่อ อุดมการณ์ปลิดโลก จากฝีมือของผู้กำกับขึ้นชื่อชาวปาเลสไตน์ ประกาศศักดาต่อชาวโลกด้วยการคว้ารางวัลลูกโลกทองคำสาขาภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยมในปีที่เข้าฉาย แถมยังเป็นภาพยนตร์ปาเลสไตน์เรื่องแรกที่ติดไฟนอลลิสต์เข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ต่างประเทศ ซึ่งตัวหนังก็ถูกกระแสกดดันจากผู้คนโดยเฉพาะเหยื่อผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ก่อการร้ายรวมตัวกันต่อต้าน ว่าตัวภาพยนตร์พยายามฟอกขาวให้กับผู้ก่อการร้าย จากพลอตเรื่องที่ว่าด้วยชีวิตช่วงสุดท้ายของชายสองคนที่ตัดสินใจจะเป็นมือระเบิดพลีชีพเพื่อเข้าไปก่อการร้ายในอิสราเอล ซึ่งความน่าสนใจคือเป็นภาพยนตร์ไม่กี่เรื่องที่บอกเล่ามุมมองของผู้ก่อการร้ายที่เราอาจไม่เคยได้เห็นมาก่อน กระบวนการที่เราได้เห็นบุคคลธรรมดามีเลือดเนื้อเชื้อไข ถูกโลกอันโหดร้ายหรือผู้ร้ายตัวจริง!? ประกอบสร้างจนเขาคิดว่าตนเองไม่เหลือทางเลือกนอกจากพลีชีพเข่นฆ่าคนบริสุทธิ์เพื่อสวรรค์ของเขาและคนรุ่นต่อไป นับว่าเป็นอะไรที่น่าเศร้าไม่น้อย ซึ่งจริงๆ แล้วตัวหนังก็ใช้วิธีเดียวกันนี้ย้อนกลับมาตั้งคำถามถึงแนวคิดและการกระทำบางอย่างของชาวปาเลสไตน์หัวรุนแรงเองด้วย ซึ่งมันอาจจะจุกอกจนชวนขบคิดกว่าการที่ให้พวกเขาเป็นตัวร้ายแบบในสื่อทั่วไปเสียอีก และหากใครสนใจผลงานของผู้กำกับท่านนี้ก็ยังมีผลงานภาพยนตร์ที่บอกเล่าเกี่ยวกับความขัดแย้งบนพื้นที่พิพาทอีกหลายเรื่อง อาทิ Omar (2013) ที่เจ็บปวดไม่แพ้กัน
3\. Munich (2005, Steven Spielberg)

แม้ภาพยนตร์เรื่องนี้จะไม่ได้มีฉากหลังอยู่ที่ฉนวนกาซา แต่ก็ถือว่าเป็นภาพยนตร์อีกเรื่องที่บอกเล่ามุมมองของผู้กำกับชาวยิวระดับบรมครูอย่าง Steven Spielberg ที่มีต่อความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล – ปาเลสไตน์ ได้อย่างดีเลยทีเดียว โดยตัวภาพยนตร์แนวแอคชั่น-ระทึกขวัญเรื่องนี้บอกเล่าเรื่องราวของกลุ่มทีมล่าสังหารที่ได้รับมอบหมายมาให้ไปลอบสังหารสมาชิกกลุ่ม Black September ที่อยู่เบื้องหลังการก่อการร้ายสังหารหมู่มิวนิค 1972 ที่ผู้ก่อการร้ายชาวปาเลสไตน์จับนักกีฬาอิสราเอลเป็นตัวประกันเป็นเหตุให้ตัวประกันชาวอิสราเอลทั้งหมด 11 คนถูกสังหาร ซึ่งระหว่างที่ทีมล่าสังหารซึ่งเป็นตัวเอกของเรื่องไปไล่ล่าสมาชิกผู้ก่อการร้ายแต่ละคนก็ได้เกิดเหตุการณ์ที่พวกเขาต้องมาคำถามถึงศีลธรรมในสิ่งที่ทำอยู่เช่นกัน ซึ่งสุดท้ายไม่ว่าความคิดดังกล่าวจะผิดหรือถูก แต่ตัวหนังก็ได้สอดแทรกมุมมองที่ผู้กำกับมีต่อปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นกลมกลืนไปกลับความพลิกผันของเรื่องราวความลุ้นระทึกได้อย่างลงตัว
4\. 5 Broken Cameras (2011, Emad Burnat + Guy Davidi)

สารคดีที่บันทึกเรื่องราวความเจ็บปวดของชาวปาเลสไตน์ที่เกิดจากการแย่งชิงดินแดนและความโหดร้ายของทางการอิสราเอล ซึ่งทรงพลังจนถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ ซึ่งความแปลกที่น่าสนใจคือสารคดีเรื่องนี้มีผู้กำกับเป็นชาวอิสราเอล แถมผู้สนับสนุนทุนสร้างก็คือทางการอิสราเอลเอง โดยตัวสารคดีจะบอกเล่าถึงชายชาวปาเลสไตน์ที่ตัดสินใจซื้อกล้องเพื่อบันทึกช่วงเวลาที่ลูกชายของเขาลืมตาดูโลก แต่ในขณะเดียวกันนั้นก็เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่ทางการอิสราเอลได้ประกาศรุกล้ำเขตแดนหมู่บ้านที่เขาอาศัยอยู่ จากกล้องที่แต่เดิมจะใช้บันทึกเพียงแค่รอยยิ้มของลูกชาย จึงแปรเปลี่ยนไปเป็นการบันทึกความโกรธเกรี้ยวของชาวปาเลสไตน์ที่มีต่อทางการอิสราเอล ซึ่งการเข้าไปพัวพันกับเหตุการณ์นี้ทำให้กล้องของเขาต้องเสียหายไปจากกระสุนปืนจากเจ้าหน้าที่ถึง 5 ตัว เป็นที่มาของชื่อเรื่อง 5 Broken Cameras ในที่สุด
5\. The Gatekeepers (2012, Dror Moreh)

อีกหนึ่งสารคดีที่เข้าชิงรางวัลออสการ์ในปีเดียวกับ 5 Broken Cameras แต่กลับเล่าเรื่องในฝั่งตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง โดยภาพยนตร์ฝีมือผู้กำกับชาวอิสราเอลเรื่องนี้ได้ทำการไปสัมภาษณ์อดีตหัวหน้าหน่วยงานที่ชื่อว่า “Shin Bet” ซึ่งเป็นหน่วยงานลับเกี่ยวกับความมั่นคงของอิสราเอล ซึ่งบรรดาอดีตผู้นำหน่วยเหล่านี้มีหน้าที่ตัดสินใจในปฏิบัติการต่างๆ ที่นับว่าเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งระหว่าง อิสราเอลและปาเลสไตน์ การเปิดเผยความจริงอันน่าตกใจของการใช้ความรุนแรงที่บางครั้งอาจส่งผลต่อชีวิตของพลเรือนผู้บริสุทธิ์ แต่กระนั้นเองท่าทีของภาพยนตร์ก็วิจารณ์ทางการของอิสราเอลอย่างตรงไปตรงมา ทั้งเรื่องการเมือง การรักษาอำนาจที่อยู่เบื้องหลังความรุนแรงทั้งหลาย แถมตัวมันเองยังทำหน้าที่ไม่ต่างจากกระจกที่สะท้อนความคิดของทางการ ซึ่งจากสถานการณ์ในปัจจุบันนี้ที่ความขัดแย้งไม่มีทีท่าว่าจะสงบลงง่ายๆ แถมปะทุหนักกว่าเดิม ก็สะท้อนแล้วว่าวิธีการใช้ความรุนแรงเพื่อสยบความรุนแรง อาจจะไม่ใช่ทางออกที่ถูกต้องเสมอไป




