วันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน 2569 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีมีกำหนดเสด็จพระราชดำเนินทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร
และการเสด็จฯ ครั้งนี้ เกี่ยวเนื่องกับพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ (48 พรรษา) ของสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ พระบรมราชินี เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2569 ขบวนเรือใช้เรือพระราชพิธี 52 ลำ และกำลังพล 2,200 นาย ขบวนมีความยาว 1,280 เมตร กว้าง 90 เมตร
โดยเวลาประมาณ 15.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีจะเสด็จฯ โดยรถยนต์พระที่นั่งจากพระบรมมหาราชวังไปยังท่าวาสุกรี (ใต้สะพานพระราม 8) เพื่อประทับเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ จากนั้นขบวนจะล่องผ่านสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า โรงพยาบาลศิริราช ท่ามหาราช และท่าช้าง รวมระยะทางราว 3.9 กิโลเมตร ก่อนเทียบท่าอ่างแก้ว วัดอรุณราชวรารามฯ

เรือ 52 ลำ…กับความพร้อมเพรียงที่ต้องฝึกฝน
การจัดขบวนครั้งนี้ใช้เรือพระราชพิธี 52 ลำ แบ่งเป็น 5 ริ้ว 3 สาย ใช้กำลังพลประจำเรือประมาณ 2,200 นาย ขบวนมีความยาวประมาณ 1,280 เมตร และกว้างประมาณ 90 เมตร
ขบวนจัดตามผัง "ดาวล้อมเดือน" โดยเรือพระที่นั่งสำคัญ 4 ลำเปรียบเป็น "ดวงเดือน" อยู่กลางขบวน มีเรืออื่นเป็น "ดวงดาว" ล้อมรอบเพื่ออารักขา
ความงดงามของขบวนจึงเกิดจากทั้งศิลปกรรมบนตัวเรือและการทำงานร่วมกันของกำลังพล การรักษาระยะห่าง ทิศทาง และจังหวะของเรือแต่ละลำ ทำให้ขบวนขนาดใหญ่เคลื่อนไปบนสายน้ำอย่างเป็นระเบียบ
จากวรรณกรรมอยุธยา…สู่ราชประเพณีรัตนโกสินทร์
ข้อมูลจากกรมศิลปากร กล่าวถึงกาพย์เห่เรือพระนิพนธ์เจ้าฟ้าธรรมธิเบศรแห่งกรุงศรีอยุธยา ในฐานะงานวรรณกรรมสำคัญที่ส่งอิทธิพลต่อการประพันธ์บทชมขบวนเรือในยุคต่อมา
สมัยรัตนโกสินทร์ยังปรากฏวรรณกรรมที่สัมพันธ์กับขบวนพยุหยาตราและพระราชพิธีถวายผ้าพระกฐิน เช่น ลิลิตพยุหยาตราเพชรพวง ของเจ้าพระยาพระคลัง (หน) พ.ศ.2340 และลิลิตกระบวนแห่พระกฐินพยุหยาตราทั้งทางสถลมารคแลทางชลมารค พระนิพนธ์สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส พ.ศ.2387
หลักฐานเหล่านี้สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างพระราชพิธี ศาสนา และวรรณศิลป์ ขณะที่เรือพระที่นั่งซึ่งใช้งานในปัจจุบันมีประวัติการสร้างต่างยุคกัน ความเก่าแก่ของชื่อเรือจึงต้องพิจารณาแยกจากอายุของตัวเรือแต่ละลำ

สุพรรณหงส์…ชื่อสืบจากอยุธยา ตัวเรือลำปัจจุบันอายุ 115 ปี
กรมศิลปากรระบุว่า เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ลำปัจจุบันเริ่มสร้างในปลายรัชกาลที่ 5 และแล้วเสร็จในรัชกาลที่ 6 โดยตั้งชื่อตามเรือพระที่นั่งโบราณในสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิแห่งกรุงศรีอยุธยา เมื่อนับถึง พ.ศ. 2569 จึงเป็นระยะเวลา 115 ปีนับจากปีที่สร้างแล้วเสร็จ
เรือสุพรรณหงส์ สร้างขึ้นเพื่อแทนลำเดิมสมัยรัชกาลที่ 1 และประกอบพิธีลงน้ำในสมัยรัชกาลที่ 6 เมื่อ พ.ศ.2454 ทั้งนี้สมาคมเรือโลก (World Ship Trust) ถวายเหรียญรางวัลมรดกทางทะเลแก่เรือลำนี้เมื่อ 4 มิถุนายน 2535 นับเป็นเรือพระที่นั่งลำแรกของไทยและของเอเชียที่ได้รับรางวัลนี้
อนันตนาคราช…พญานาค 7 เศียรและหน้าที่อัญเชิญสิ่งสำคัญ
เรืออัญเชิญผ้าพระกฐิน มีโขนเรือรูปพญานาค 7 เศียรเป็นลักษณะเด่น ลำแรกสร้างในรัชกาลที่ 3 ส่วนลำปัจจุบันสร้างใหม่ในรัชกาลที่ 6 เริ่มใช้ครั้งแรกวันที่ 15 เมษายน 2457
ข้อมูลกองทัพเรืออธิบายว่า โดยปกติเรือลำนี้ใช้เป็นเรือพระที่นั่งรอง เรือเชิญผ้าพระกฐิน หรือประดิษฐานบุษบกสำหรับพระพุทธรูปสำคัญ ทั้งนี้ หน้าที่ในแต่ละพระราชพิธีต้องยึดตามการจัดขบวนของครั้งนั้น
อเนกชาติภุชงค์…ความงามจากลวดลายนาคจำนวนมาก
เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์สร้างในรัชกาลที่ 5 มีโขนเรือเชิดเรียวและประดับลวดลายนาคจำนวนมาก เป็นจุดสังเกตที่แตกต่างจากเรือพระที่นั่งซึ่งมีโขนรูปสัตว์ขนาดใหญ่
คำว่า “ภุชงค์” มีความหมายเกี่ยวกับงูหรือนาค จึงสัมพันธ์กับลวดลายบนเรือ ข้อมูลคณะกรรมการฝ่ายจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารคยังอธิบายความเชื่อเกี่ยวกับนาคในฐานะสัญลักษณ์ของพลังอำนาจ ความรอบรู้ และความอุดมสมบูรณ์
นารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 งานช่างที่สร้างเพิ่มในยุคปัจจุบัน
กองทัพเรือร่วมกับกรมศิลปากรจัดสร้างเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 เนื่องในพระราชพิธีกาญจนาภิเษก พ.ศ. 2539 โขนเรือจำหลักรูปพระนารายณ์หรือพระวิษณุประทับบนครุฑ ลงรักปิดทองประดับกระจก กรมศิลปากรอธิบายว่าสัญลักษณ์นี้สัมพันธ์กับคติพระวิษณุผู้พิทักษ์รักษาโลก ทำให้เห็นว่าประติมากรรมบนหัวเรือมีความหมายทางความเชื่อประกอบอยู่ด้วย
ท่านกบิน…ท่าพายสงวนไว้เฉพาะเรือพระที่นั่ง
ฝีพายเรือพระที่นั่งใช้ "ท่านกบิน" ซึ่งสงวนไว้เฉพาะเรือพระที่นั่ง ฝีพายยกพายสูงราว 45 องศาให้ดูเหมือนนกร่อนเหนือน้ำ ส่วนเรือลำอื่นในขบวนใช้ "ท่าพลราบ" ซึ่งเป็นท่าพายธรรมดา


เสียงเห่เรือ…ศิลปะที่ทำหน้าที่เป็นสัญญาณ
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนอธิบายว่า การเห่เรือหลวงใช้บทเห่เป็นสัญญาณและกำกับจังหวะการพาย เพื่อให้ขบวนเรือพระราชพิธีมีความพร้อมเพรียง เป็นระเบียบ และสง่างาม
เสียงเห่ที่ผู้ชมได้ยินจึงสัมพันธ์โดยตรงกับการเคลื่อนไหวของฝีพาย การชมขบวนให้เข้าใจยิ่งขึ้นสามารถเริ่มจากการสังเกตเสียงต้นบท เสียงรับ และจังหวะพายที่ดำเนินไปด้วยกัน เป็นการทำงานร่วมกันของวรรณศิลป์ การใช้เสียง และทักษะการเดินเรือ
บทเห่ปีนี้ประพันธ์โดยพลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย ศิลปินดีเด่นสาขาวรรณศิลป์ (พ.ศ.2545) ผู้ประพันธ์กาพย์เห่เรือในขบวนพยุหยาตราฯ มาแล้ว 8 ครั้ง แบ่งเป็น 4 บท ได้แก่ สรรเสริญพระบารมี ชมเรือกระบวน บุญกฐิน และชมเมือง
ขบวนเรือหลวงมีรากเหง้ายาวนาน บางตำราว่ามีมาแต่สมัยสุโขทัย แต่หลักฐานที่ชัดเจนคือบันทึกของราชทูตฝรั่งเศส ที่ระบุว่ามีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ส่วนวรรณคดีที่พรรณนากระบวนเรือคือลิลิตพยุหยาตราเพชรพวง ประพันธ์โดยเจ้าพระยาพระคลัง (หน) เมื่อ พ.ศ. 2330 ในรัชกาลที่ 1 ตามแบบแผนที่สืบมาจากกรุงศรีอยุธยา
ในรัชกาลที่ 9 มีการฟื้นฟูประเพณีนี้อย่างต่อเนื่อง ระหว่างปี 2500–2555 จัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารครวม 17 ครั้ง โดยครั้งสำคัญคือขบวนใหญ่ในพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี ส่วนในรัชกาลปัจจุบัน ขบวนเรือ 52 ลำ ฝีพาย 2,200 นาย เคยจัดในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พ.ศ. 2562 และแบ่งเป็น 5 ริ้ว 3 สายเช่นเดียวกัน

โดยประชาชนสามารถร่วมเฝ้าฯ รับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารคได้ในพื้นที่ 6 จุด จำนวน 7,400 ที่นั่ง ดังนี้
• ศูนย์การเรียนรู้ ธนาคารแห่งประเทศไทย จำนวน 400 ที่นั่ง
• สวนสันติชัยปราการ จำนวน 1,500 ที่นั่ง
• ใต้สะพานพระราม 8 (ฝั่งธนบุรี) จำนวน 4,000 ที่นั่ง
• ใต้สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า จำนวน 200 ที่นั่ง
• สวนเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา (โรงพยาบาลศิริราช) จำนวน 1,000 ที่นั่ง
• วัดระฆังโฆสิตาราม จำนวน 300 ที่นั่ง
ทั้งนี้ กรุงเทพมหานคร ได้ติดตั้งจอ LED ถ่ายทอดสดให้ประชาชนรับชมขบวนพยุหยาตราทางชลมารค จำนวน 4 จุด จำนวน 5 จอ ดังนี้
• สวนสันติชัยปราการ จำนวน 2 จอ
• อุทยานสถานพิมุข (โรงพยาบาลศิริราช) จำนวน 1 จอ
• ลานทัศนาภิรมย์ หอประชุมกองทัพเรือ จำนวน 1 จอ
• ใต้สะพานพระราม 8(ฝั่งธนบุรี) จำนวน 1 จอ
เรื่องราวของเรือพระที่นั่งแต่ละลำแสดงให้เห็นว่ามรดกทางวัฒนธรรมของชาติไทยมีหลายชั้น ตั้งแต่ประวัติชื่อเรือ คติความเชื่อ งานแกะสลัก ลงรักปิดทอง ประดับกระจก ไปจนถึงทักษะฝีพายและการเห่เรือ
พระราชพิธีครั้งนี้จึงเป็นโอกาสให้ประชาชนเรียนรู้ประวัติศาสตร์ผ่านสิ่งที่มองเห็นและได้ยินจริง ทั้งรายละเอียดบนตัวเรือ และความพร้อมเพรียงของขบวนที่เคลื่อนผ่านแม่น้ำเจ้าพระยา






