นักวิจัยใช้วิทยาศาสตร์เพื่อฟื้นคืนกลิ่นในอดีตให้กลับมาอีกครั้ง

29 มี.ค. 2566 - 15:13

  • นักวิจัยจากหลายแห่งกำลังใช้วิทยาศาสตร์ในการฟื้นคืนกลิ่นในอดีตให้กลับมาอีกครั้ง เป็นการศึกษาประวัติศาสตร์เพื่อทำความเข้าใจการใช้ชีวิต และวัฒนธรรมของผู้คนในอดีตกาล

scientists_are_decoding_smell_of_the_past_SPACEBAR_Hero_03a9c3d2a0.jpeg
หากว่าด้วยร่องรอยประวัติศาสตร์ สิ่งที่เหลือรอดอยู่ทุกวันนี้ล้วนเป็นเอกสารทางประวัติศาสตร์ โบราณสถาน และสถาปัตยกรรมอื่นๆ แต่ไม่ว่าเราจะเข้าใจสังคมความเป็นอยู่มากแค่ไหนผ่านหลักฐานชั้นต้นที่กล่าวมา เราไม่มีทางเข้าใจได้เลยว่าผู้คนในอดีตเคยรับกลิ่นอะไรกันมาบ้าง กลิ่นโลกในอดีตจะเหมือนในปัจจุบันไหม หรือว่ามีกลิ่นอะไรบ้างผู้คนในอดีตนิยมชมชอบแต่กลับกลิ่นยอดแย่สำหรับคนในปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้ นักวิทยาศาสตร์จึงมีโปรเจกต์ในการฟื้นกลิ่นเหล่านี้ขึ้นมาเพื่อทำความเข้าใจประวัติศาสตร์มากขึ้น
scientists_are_decoding_smell_of_the_past_SPACEBAR_Photo01_0dcfbc5617.jpeg
Wikimedia
กลิ่นเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยากในธรรมชาติ เมื่อต้นตอของกลิ่นหายไป กลิ่นก็จะหายไปด้วย โดยส่วนใหญ่แหล่งที่มาของกลิ่นมักเป็นพืชพรรณต้นไม้ อาหาร มนุษย์ และร่างกายสัตว์ ทั้งหมดเป็นวัตถุทางชีวะที่สามารถย่อยสลายได้ 
 
โปรเจกต์เริ่มโดย บาร์บารา ฮูเบอร์ (Barbara Huber) นักวิจัยทางด้านโบราณคดีประจำ Max Planck Institute ในเมืองเยนา ประเทศเยอรมัน เธอกล่าวว่ามันมีวิธีในการใช้โมเลกุลชีวะเพื่อเฟ้นหาดึงกลิ่นออกมาได้
scientists_are_decoding_smell_of_the_past_SPACEBAR_Photo06_c063081416.jpeg
บาร์บารา ฮูเบอร์ : Max Planck Institute
สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ต้องการคือโมเลกุลที่ติดตามวัตถุต่างๆ เช่น ขวดน้ำหอม, หม้อทำอาหาร หรือเศษเถ้าจากธูปที่ติดตามที่ต่างๆ เป็นต้น จากนั้นพวกเขาจะแยกเอาองค์ประกอบออกมาเพื่อตรวจและคำนวนดูปริมาณของโมเลกุลเพื่อหากลิ่น ฮูเบอร์อธิบายว่าองค์ประกอบที่มีประโยชน์สุดคือไขมัน ขี้ผึ้ง และน้ำมัน หรืออะไรก็ได้ที่ไม่สามารถละลายได้ด้วยน้ำ ซึ่งสิ่งเหล่านี้พบได้ตามถ้วยชามเซรามิก หรือสิ่งของที่ใส่น้ำมันเพื่อใช้เป็นยารักษาผู้ป่วยหรือศพ  
 
ฮูเบอร์ยังศึกษาหาสารเมทาบอไลต์ (metabolite) หรือ สารในกระบวนการสร้างและสลาย ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่ผลิตโดยพืช หรือผลผลิตที่ใช้พืชเป็นส่วนประกอบพื้นฐาน เช่น เรซิน, ไม้หอม, สมุนไพร, ผลไม้ และเครื่องเทศ โดยสารที่ว่านี้สามารถเผยส่วนผสมอันเป็นที่มาของกลิ่นได้
scientists_are_decoding_smell_of_the_past_SPACEBAR_Photo02_3d6c0ed1ac.jpeg
พื้นที่โบราณคดีเทย์มา : Wikimedia
ในโปรเจกต์ของเธอ ฮูเบอร์ศึกษาธูปหอมที่พบในเทย์มา (Tayma) ประเทศซาอุดีอาระเบีย พื้นที่ชุมชนเก่าแก่ที่มีอายุเกือบ 5,000 ปี เพื่อกู้คืนกลิ่นที่เคยอยู่ในพื้นที่ เธอตรวจพบสารเมทาบอไลต์ลำดับสองบนเรซิน ซึ่งเป็นร่องรอยของกลิ่นกำยาน ไม้หอม และถั่วพิสตาชิโอ บริเวณอาคาร หลุมฝังศพ และวิหาร สิ่งที่เธอกำลังทำคือการรื้อฟื้นกลิ่นเมื่อหลายพันปีก่อนให้กลับมาอีกครั้ง 
 
ฌอน คอฟลิน (Sean Coughlin) นักวิจัยเกี่ยวกับวัฒนธรรมโบราณและยุคกลางของ Czech Academy of Sciences พยายามเฟ้นหาและดึงกลิ่นน้ำหอมของคลีโอพัตราที่คาดว่าเคยใช้ออกมา โดยอิงจากส่วนประกอบที่บันทึกไว้บนกำแพงวิหารอียิปต์โบราณ 
 
“ปัญหาง่ายๆ เลยคือ เมื่อคุณทำตามสูตรอะไรก็ตาม คุณต้องรู้อยู่แล้วว่าคุณกำลังจะได้อะไรมา แต่การผลิตตามสูตรโบราณอะไรพวกนี้ คุณไม่รู้เลยว่าคุณจะได้อะไร” คอฟลิน กล่าว
scientists_are_decoding_smell_of_the_past_SPACEBAR_Photo03_4ddc965c99.jpeg
โบสถ์เซนต์พอล : Wikimedia
ทางด้านสถาบัน Sustainable Heritage ของมหาวิทยาลัยลอนดอน นักวิจัยพยายามหากลิ่นที่ปรากฎอยู่ในหนังสือเก่า โดยเน้นไปที่ห้องสมุดในโบสถ์เซนต์พอลในลอนดอน ว่ากันว่าผู้ชมต่างชอบไปที่นั่นเพื่อดมกลิ่นหนังสือ เพราะรู้สึกมีกลิ่นหอมที่แตกต่างจากที่อื่นๆ พวกเขาจึงพยายามดึงกลิ่นออกมาเก็บไว้โดยให้ความเห็นว่าแสดงถึงความเป็นอัตลักษณ์ที่ไม่ควรลืมเลือน 
 
การศึกษากลิ่นที่แทรกซึมอยู่ในวัตถุต่างๆ หรือสถาปัตยกรรมต่างๆ ไม่ใช่เป็นเพียงแค่การไขข้อสงสัยของปัจเจก แต่มันคือการศึกษาประวัติศาสตร์เชิงลึกที่สามารถทำให้ผู้คนในปัจจุบันเข้าใจวัฒนธรรมและการใช้ชีวิตของผู้คนในอดีตมากขึ้น ซึ่งไม่ต่างอะไรจากการศึกษาประวัติศาสตร์โดยทั่วไป เราสามารถต่อยอดจากมันด้วยการนำมันกลับมาใช้อีกครั้ง และศึกษาความเป็นมาของมนุษยชาติในอดีตกาล

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์