ท่ามกลางกระแสข่าวร้อนแรงในโลกโซเชียลที่นักแสดงสาวชื่อดัง ออม-สุชาร์ มานะยิ่ง กลายเป็นประเด็นถูกวิพากษ์วิจารณ์หลังอดีตหุ้นส่วนออกมาแฉกลางรายการโทรทัศน์ว่ามีพฤติกรรม ‘ฮุบบริษัท’ มูลค่ากว่า 100 ล้านบาทจนนำไปสู่การฟ้องร้องทางกฎหมาย
เรื่องราวนี้สร้างความตกใจในวงกว้างจนเกิดการตั้งคำถามต่อความโปร่งใสในวงการธุรกิจเป็นอย่างมาก ล่าสุดในวันนี้ (19 กันยายน 2568) ออม สุชาร์ได้ออกมาเปิดใจในรายการ ‘โหนกระแส’ เพื่อชี้แจงในมุมมองของตัวเองและเผยรายละเอียดเกี่ยวกับความขัดแย้งที่เกิดขึ้น
เรื่องราวเริ่มต้นจากธุรกิจเครื่องสำอางแบรนด์ Fleen Beauty ที่มีคุณพริม ณัฐชา และคุณศสา อดีตผู้จัดการส่วนตัวของออม เป็นหุ้นส่วนร่วมลงทุนช่วงเริ่มต้นในสัดส่วนถือหุ้นของคุณพริม 48% ของออม 48% และของคุณศสา 4% ทุกฝ่ายต่างร่วมมือกันสร้างแบรนด์และพัฒนาธุรกิจจนเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อผลกำไรเริ่มสูงขึ้นความขัดแย้งและความไม่ไว้วางใจก็เริ่มปรากฏ
จากฝั่งอดีตหุ้นส่วนคุณพริมและคุณศสาได้เล่าผ่านรายการโหนกระแสเมื่อวันที่ 18 กันยายนที่ผ่านมาว่า ออมได้แสดงท่าทีว่าต้องการให้คุณพริมออกจากการบริหารโดยใช้วิธีการซื้อหุ้น 4% ของคุณศสาในราคาเพียงสองล้านบาท อ้างว่าบริษัทกำลังประสบปัญหาหนี้สินหนัก ทำให้คุณศสาขายหุ้นออกไปโดยไม่ทราบมูลค่าที่แท้จริง ภายหลังเมื่อมีการประเมินมูลค่าจริงแล้วพบว่ามีมูลค่าสูงถึง 4.8 ล้านบาททำให้ศสารู้สึกว่าถูกหักหลังและเอาเปรียบจนนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงและการฟ้องร้องทางกฎหมาย
ด้าน ออม สุชาร์ ได้ชี้แจงข้อกล่าวหาทั้งหมดอย่างชัดเจนในรายการ ‘โหนกระแส’ ในวันนี้โดยยืนยันว่าไม่เคยมีเจตนาโกงใคร และข้อกล่าวหาไม่เป็นความจริงทั้งหมด เธอชี้แจงรายละเอียดสำคัญไว้ดังนี้
- เรื่องหนี้สินของบริษัท: ออมยอมรับว่าบริษัทมีหนี้สินจริง เป็นผลจากการกู้ยืมเพื่อขยายธุรกิจและค่าใช้จ่ายต่างๆ ไม่ใช่การหลอกลวงหรือปิดบังความจริง
- การซื้อหุ้นจากคุณศสา: ออมชี้แจงว่าเป็นการเจรจาโดยตรงกับคุณศสาและเป็นการเสนอซื้อในราคาที่เหมาะสมตามสถานการณ์ทางการเงินของบริษัทในขณะนั้น ไม่ใช่การหลอกลวง คุณศสาตกลงขายหุ้น 4% ด้วยตัวเองโดยเริ่มต้นต้องการขายในราคา 3 ล้านบาทแต่สุดท้ายตกลงกันได้ที่ราคา 2.5 ล้านบาท นับเป็น 25 เท่าจากมูลค่าหุ้นในตลาด
- การกีดกันคุณพริม: ออมยืนยันว่าไม่ได้กีดกันใครแต่เนื่องจากความขัดแย้งทำให้คุณพริมไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจึงเป็นเหตุผลที่เธอต้องเข้ามาดูแลแทน
- การเปิดโปงคลิปเสียงศสาของออม: ทางออมได้นำคลิปเสียงมาเปิดเผยอีกครั้งโดยมีการติดต่อหาแฟนหนุ่มของออมระบุว่า ต้องการเงินเพิ่มจำนวนหนึ่งแล้วจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับออมและคุณพริมอีก จะเป็นเพียงคนกลางที่นำพาให้สองคนนี้มารู้จักกันเท่านั้น
ศสาได้โฟนอินเข้ามาในรายการเกี่ยวเนื่องกับคลิปเสียงที่เกิดขึ้น ยืนยันว่าเธอเพียงต้องการปรึกษากับคุณแอมเกี่ยวกับการโอนซื้อขายหุ้นเนื่องจากยังไม่ได้เซ็นเอกสารและถ้าหากต้องการให้เธอเซ็นเอกสารให้รบกวนเพิ่มเงินให้เธอ ในตอนที่ถูกเสนอซื้อหุ้นจำนวน 4% ในราคา 2.5 ล้านบาทนั้นเธอยังไม่มีทราบเรื่องงบการเงินเลย เข้าใจว่าบริษัทมีปัญหาเรื่องเงินเลยตัดสินใจขายไป
ทางด้านออมและน้องสาวก็ได้ชี้แจงว่าในตอนนั้นยังไม่มีใครทราบเรื่องงบการเงิน และออมที่เสนอซื้อขายหุ้นไปนั้นก็ยังไม่รู้ว่า 2.5 ล้านมากหรือน้อยไปหรือเปล่า พร้อมยืนยันอีกว่าการซื้อขายหุ้นกับศสาเกิดขึ้นในช่วงเดือนมกราคมทำให้ไม่สามารถทราบงบการเงินได้เนื่องจากไม่ใช่ช่วงตัดงบบริษัท
จากข้อมูลที่เปิดเผยออกมาจากทั้งสองฝ่ายทำให้เห็นได้ชัดว่าความขัดแย้งครั้งนี้ไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องธุรกิจแต่ยังเกี่ยวข้องกับความเชื่อใจที่พังทลายลง แม้จะมีข้อมูลจากทั้งสองฝ่ายแต่ก็ยังไม่อาจทราบได้ว่าเรื่องนี้จะจบลงอย่างไรเพราะต้องรอคำตัดสินจากศาลที่จะเป็นข้อสรุปสุดท้าย
นอกจากนี้ออมยังอธิบายถึงเหตุผลที่ไม่ออกมาเผชิญหน้ากับอดีตหุ้นส่วนโดยตรงว่า เธอรู้สึกไม่สบายใจและต้องการให้เรื่องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม การที่เธอเลือกที่จะไม่เผชิญหน้ากับอดีตหุ้นส่วนนั้นเป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุดในการพิสูจน์ความจริงและเพื่อป้องกันไม่ให้เรื่องราวบานปลายหรือเสียหายเกินควร
ท้ายที่สุดทั้งออมและอัง (น้องสาวออม) ยินยอมให้ทางรายการติดต่อไปทางพริมกลางรายการเพื่อชี้แจงประเด็นที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการทำงานและการถือหุ้น ทั้งสองพี่น้องได้ยืนยันว่าพริมยังมีหุ้นในมือ 48% อยู่และยังได้รับปันผลเช่นเดิมโดยที่ไม่ต้องทำงานใดๆ เลย ซึ่งทางพริมเองต้องการอำนาจในการตัดสินใจและดำเนินการในบริษัทเช่นกันจากการที่ในตอนนี้เธอโดนกีดกันการทำงานและมีความพยายามปลดพริมออกจากการมีส่วนร่วมในบริษัทฯ
ทางพริมได้บอกถึงความต้องการของเธอกลางรายการในวันนี้คือต้องการปิดบริษัทปิดแบรนด์ Fleen Beauty และแยกย้ายกันไปเติบโตโดยไม่ต้องมีการถกเถียงกันอีก เธอยอมรับว่ารักแบรนด์เช่นกัน เลือกยืนข้าง Fleen และตัดสินใจขาย RAD ทิ้งทันที ส่วนทางออกจากฝั่งออมเธอต้องการให้เป็นไปตามขั้นตอนของศาลและจะยอมรับการตัดสินของศาลเท่านั้น สุดท้ายออมได้พูดถึงธงในใจตอนนี้ว่าเธออยากซื้อหุ้นทั้งหมดของ Fleen มาเป็นของตัวเองและต้องการเอามาบริหารเอง
ทางด้านทนายหลายๆ คนในโลกออนไลน์ที่กำลังเกาะติดข่าวนี้มองว่า การทำธุรกิจควรมีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรที่ชัดเจนและรัดกุม ไม่ควรพึ่งพา ‘สัญญาใจ’ เพียงอย่างเดียวเพื่อป้องกันปัญหาและความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ทั้งยังเป็นตัวอย่างเตือนใจว่าความเชื่อใจและความโปร่งใสเป็นปัจจัยสำคัญในการบริหารธุรกิจ




