เมื่อถึงวันเข้าพรรษาหลายจังหวัดของไทยต่างมีงานบุญและกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา แต่หากพูดถึงเทศกาลที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางข้ามจังหวัดเพื่อไปชมด้วยตาตัวเอง ชื่อของ ‘งานแห่เทียนพรรษาอุบลราชธานี’ มักอยู่ในลำดับต้นๆ เสมอ เพราะสิ่งที่เคลื่อนผ่านถนนในวันนั้นไม่ใช่เทียนธรรมดาแต่คือประติมากรรมขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยรายละเอียดและเรื่องราว
งานประจำปี 2569 จัดวันรวมเทียนเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม และจัดขบวนแห่ระหว่างวันที่ 29–30 กรกฎาคม โดยมีต้นเทียนส่งเข้าประกวด 46 ต้น และต้นเทียนสำหรับแสดงอีก 1 ต้น รวมทั้งหมด 47 ต้น แบ่งเป็นเทียนโบราณ เทียนติดพิมพ์ และเทียนแกะสลัก พร้อมขบวนฟ้อนรำกว่า 37 ขบวนจากคุ้มวัดและสถานศึกษาทั่วจังหวัด ทางผู้จัดยังเตรียมจุดชมการแสดง 5 จุดและที่นั่งฟรีกว่า 5,000 ที่นั่งเพื่อรองรับผู้ที่เดินทางมาชมงาน

หากดูจากข้อมูลย้อนหลังจะเห็นว่างานแห่เทียนมีพลังต่อการท่องเที่ยวของอุบลราชธานีอย่างชัดเจน ปี 2566 มีรายงานจำนวนนักท่องเที่ยวและผู้เยี่ยมเยือนในช่วงงานประมาณ 257,790 คน ขณะที่หอการค้าจังหวัดประเมินว่าเงินหมุนเวียนจากเทศกาลอยู่ที่เกือบ 500 ล้านบาท
ปี 2567 สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดรายงานว่า มีนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติเข้าร่วมงาน ‘นับแสนคน’ พร้อมคาดการณ์เงินหมุนเวียนมากกว่า 800 ล้านบาท โดยปีดังกล่าวมีต้นเทียนร่วมขบวน 51 ต้น ขบวนรำและขบวนแห่รวม 33 ขบวน โรงแรมบริเวณใกล้พื้นที่จัดงานหลายแห่งมีผู้เข้าพักจนเต็ม และภาคเอกชนบางส่วนประเมินเงินสะพัดไว้สูงถึงประมาณ 1,000 ล้านบาท
ส่วนปี 2568 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาระบุว่า เฉพาะพิธีเปิดและขบวนแห่หลักมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติเข้าร่วมมากกว่า 10,000 คน ขณะที่ภาพรวมของเทศกาลได้รับการประเมินว่าสร้างเงินหมุนเวียนในพื้นที่มากกว่า 1,000 ล้านบาท โดยมีต้นเทียนร่วมงาน 45 ต้น และขบวนฟ้อนรำจากชุมชนอีก 24 ขบวน
อย่างไรก็ตามตัวเลขทั้งสามปีไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันตรงๆ ได้ทั้งหมด เพราะปี 2566 เป็นตัวเลขผู้เยี่ยมเยือนในช่วงเทศกาล ปี 2567 รายงานในลักษณะ ‘นับแสนคน’ ขณะที่ตัวเลขมากกว่า 10,000 คนของปี 2568 หมายถึงผู้ที่อยู่ในพิธีเปิดและชมขบวนแห่หลัก ไม่ใช่จำนวนผู้ร่วมกิจกรรมตลอดช่วงงาน ข้อมูลเหล่านี้ยังสะท้อนภาพเดียวกันว่า งานแห่เทียนไม่ได้เป็นเพียงพิธีทางศาสนาหากเป็นฤดูกาลท่องเที่ยวสำคัญที่ทำให้ผู้คนเดินทางเข้ามาใช้บริการโรงแรม ร้านอาหาร รถโดยสาร ร้านของฝาก และสถานที่ท่องเที่ยวอื่นในจังหวัด

สิ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวจำนวนมากยอมเดินทางมาชมงานทุกปีคือการได้เห็นความงามที่เกิดจากฝีมือมนุษย์ ต้นเทียนประเภทแกะสลักต้องเริ่มตั้งแต่การคิดเรื่อง วาดแบบ ทำโครง หล่อหรือหุ้มขี้ผึ้ง ก่อนที่ช่างจะค่อยๆ ใช้เครื่องมือแกะลวดลายลงไปทีละส่วน เรื่องราวส่วนใหญ่มาจากพุทธประวัติ ชาดก คติธรรม และลายศิลปะไทย เมื่อประกอบเข้าด้วยกันจึงกลายเป็นประติมากรรมที่มองได้รอบด้าน
งานชนิดนี้ไม่สามารถเร่งให้เสร็จภายในไม่กี่วัน เพราะขี้ผึ้งมีความอ่อนตัวและอ่อนไหวต่ออุณหภูมิ การลงมือแต่ละครั้งต้องคำนึงทั้งความลึกของลาย ความแข็งแรง และความสมดุลของภาพ หากแกะพลาดรายละเอียดบางส่วนอาจเสียหายจนต้องซ่อมหรือเริ่มทำใหม่ ช่างจึงไม่ได้ใช้เพียงความสามารถทางศิลปะแต่ต้องอาศัยความคุ้นเคยกับวัสดุ ความนิ่งของมือ และประสบการณ์ที่สะสมมายาวนาน
ในบทสัมภาษณ์ช่างเทียนจากวัดบูรพาซึ่งเผยแพร่ในช่วงงานปี 2569 ‘อาจารย์คม-สุคม เชาวฤทธิ์’ หัวหน้าช่างเทียนของวัดบูรพา กล่าวถึงคุณค่าที่ซ่อนอยู่ในผลงานว่า “เสน่ห์ของอุบลฯ ไม่ได้มีแค่ความสวยงามแต่มีหัวใจของคนทำอยู่ในนั้น” คำพูดนี้อธิบายเหตุผลว่าทำไมภาพต้นเทียนถึงสร้างความประทับใจได้ดี เพราะนักท่องเที่ยวไม่ได้มองเห็นเพียงชิ้นงานสำเร็จแต่ยังมองเห็นถึงเวลา แรงกาย ศรัทธา และความร่วมมือของผู้คนที่อยู่เบื้องหลัง

นักท่องเที่ยวยังสามารถเข้าไปชมกระบวนการทำเทียนตามวัดและชุมชนก่อนถึงวันแห่ได้อีกด้วย ปี 2569 จังหวัดเปิดเส้นทาง ‘ชมวิถีคนทำเทียน’ เชื่อมโยง 9 วัด เพื่อให้ผู้มาเยือนได้เห็นช่างขณะทำงานใกล้ๆ การท่องเที่ยวจึงไม่ได้จบลงที่การยืนชมขบวน แต่ขยายไปสู่การเรียนรู้ว่าต้นเทียนหนึ่งต้นต้องผ่านมือใครบ้าง และเหตุใดชุมชนจึงยอมใช้เวลาหลายเดือนร่วมกันสร้างผลงานที่จะออกแสดงเพียงช่วงสั้นๆ ของปี
จากเดิมที่ชาวบ้านถวายเทียนเพื่อให้พระสงฆ์ใช้เป็นแสงสว่างระหว่างจำพรรษา เมื่อวัดมีไฟฟ้าเทียนอาจไม่ได้มีความจำเป็นในชีวิตประจำวันเหมือนเดิม แต่คนอุบลราชธานีได้เปลี่ยนสิ่งที่เคยมีหน้าที่ให้แสงสว่างให้กลายเป็นพื้นที่รักษาความศรัทธา งานศิลปะ และความทรงจำของเมือง ประเพณีจึงไม่หยุดอยู่กับอดีตแต่เติบโตไปพร้อมกับการท่องเที่ยวโดยยังคงรักษารากเดิมเอาไว้
ท้ายที่สุดนักท่องเที่ยวอาจเดินทางมาอุบลราชธานีเพราะต้องการเห็นขบวนแห่ที่ยิ่งใหญ่และถ่ายภาพต้นเทียนอันวิจิตร แต่สิ่งที่ได้รับกลับไปอาจมากกว่านั้น เพราะลวดลายทุกเส้นช่วยให้เราเห็นว่าวัฒนธรรมไม่ได้ดำรงอยู่ได้ด้วยการบอกให้คนรุ่นหลังรักษาเพียงอย่างเดียว หากต้องทำให้ผู้คนอยากเดินทางมาเห็น อยากเรียนรู้ และมองเห็นคุณค่าของสองมือมนุษย์ที่ยังร่วมกันแกะสลักศรัทธาให้มีชีวิตอยู่กลางเมือง




