VIBE REVIEW: ‘Avatar: Fire and Ash’ เรื่องราวของโลกแพนดอร่าและสงครามที่ต่อสู้เพื่อความยุติธรรม

18 ธ.ค. 2568 - 16:01

  • หลังจากที่ลูกชายคนโต ‘Neteyam’ เสียชีวิตลงไปก่อนหน้าทำให้ Lo'ak ต้องวนเวียนอยู่กับการโทษตัวเองว่าเป็นต้นเหตุการจากไปของพี่ชายเขาจึงต้องการพิสูจน์ตัวเองต่อผู้เป็นพ่อ

  • สิ่งที่ชอบที่สุดในภาพยนตร์เรื่องนี้คือเส้นเรื่องของแต่ละตัวละครที่ตอนต้นทุกตัวละครต่างมีปมของตัวเอง และได้รับการคลี่คลายในตอนท้ายสุดซึ่งแต่ละปมที่คลายออกมามีจุดเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน

VIBE REVIEW: ‘Avatar: Fire and Ash’ เรื่องราวของโลกแพนดอร่าและสงครามที่ต่อสู้เพื่อความยุติธรรม

‘Avatar: Fire and Ash’ พาทุกคนหวนคืนสู่โลกแพนดอร่าในรอบสามปี! สัมผัสกับสงครามระหว่างชาวนาวี และเปิดตัวตัวร้ายที่ไม่ใช่มนุษย์อย่างเผ่ามังควันเป็นครั้งแรก เนื้อเรื่องของภาคนี้เป็นการเล่าเรื่องต่อจาก ‘Avatar: The Way of Water’ แต่ปรับเปลี่ยนมุมมองการเล่าจาก ‘Jake Sully’ (รับบทโดย Sam Worthington) เป็น ‘Lo'ak’ (รับบทโดย Britain Dalton) ลูกชายคนรองของครอบครัวซัลลี่แทน 

หลังจากที่ลูกชายคนโต ‘Neteyam’ (รับบทโดย Jamie Flatters) เสียชีวิตลงไปก่อนหน้าทำให้ Lo'ak ต้องวนเวียนอยู่กับการโทษตัวเองว่าเป็นต้นเหตุการจากไปของพี่ชายเขาจึงต้องการพิสูจน์ตัวเองต่อผู้เป็นพ่อ ผ่านการปกป้องเผ่าพันธุ์และการต่อสู้เพื่อความถูกต้องให้แก่ชาวนาวี แต่ใช่ว่าตัวละคร Lo'ak จะโดดเด่นแค่ตัวละครเดียวเพราะภาคนี้ตัวละครทุกตัวต่างมีเส้นเรื่องและบทสรุปเป็นของตัวเอง 

หากเหรียญยังมีสองด้านโลกแพนดอร่าก็มีสองด้านเช่นกัน ทั้งด้านสว่างที่ต้องการความยุติธรรมและความสงบสุขกับอีกด้านอย่างเผ่ามังควันที่ต้องการยึดครองโลกแพนดอร่าเป็นของตัวเอง การเปิดตัวของ ‘Varang’ (รับบทโดย Oona Chaplin) และเผ่ามังควันในภาคนี้เปิดตัวได้ดุเดือดสุดๆ  

สิ่งที่ชอบที่สุดในภาพยนตร์เรื่องนี้คือเส้นเรื่องของแต่ละตัวละครที่ตอนต้นทุกตัวละครต่างมีปมของตัวเองและได้รับการคลี่คลายในตอนท้ายสุดซึ่งแต่ละปมที่คลายออกมามีจุดเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน เรียกได้ว่าเป็นภาพยนตร์ที่ดูแล้วประทับใจอีกเรื่องหนึ่งในปีนี้ ส่วนตัวละครที่ชอบในภาคนี้ก็หนีไม่พ้น Varang เพราะเป็นตัวละครตัวร้ายที่มีจริตจะก้านและความเย่อหยิ่งอยู่พอตัว ทำให้บางฉากก็รู้สึกหมั่นไส้ตัวละครตัวนี้และเชื่อว่าหลายๆ คนก็คงชอบตัวละครตัวนี้ในความเย่อหยิ่งและความทะนงตัวของ Varang เช่นเดียวกัน 

นับเป็นภาพยนตร์ที่ควรค่าแก่การรับชม ผู้ชมจะได้สัมผัสถึงความสนุก ความตื่นเต้น และความสวยงามของภาพยนตร์ ‘Avatar: Fire and Ash’ อย่างเต็มอิ่มในเวลา 3 ชั่วโมง 15 นาที ทุกวินาทีเต็มไปด้วยความตื่นตาและทุกฉากสงครามมาพร้อมความตื่นเต้นและความอลังการอย่างแน่นอน!  

หากใครอยากชมภาพยนตร์เรื่องนี้แนะนำให้รับชมในระบบ IMAX จะทวีคูณความสนุกและความตื่นเต้นได้เป็นเท่าตัว 

สามารถรับชมภาพยนตร์  ‘Avatar: Fire and Ash’ ได้แล้วตั้งแต่วันนี้ที่โรงภาพยนตร์ 

เรื่อง: อารียา อรรคสุข 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์