หากมองผิวเผิน ‘ทนายปีศาจ’ ซีรีส์ไทยจาก Netflix อาจดูเป็นเพียงซีรีส์แนวสืบสวน-กฎหมายที่เต็มไปด้วยคดีฆาตกรรม การหักเหลี่ยมเฉือนคมในชั้นศาล และตัวละครสีเทาที่พร้อมทำทุกอย่างเพื่อให้ชนะคดี แต่เมื่อดูลึกลงไปซีรีส์เรื่องนี้กำลังตั้งคำถามกับสิ่งที่อยู่เหนือกว่าตัวบทกฎหมายนั่นคือ “ความยุติธรรม” ที่บางครั้งอาจไม่ได้ถูกกำหนดด้วยข้อเท็จจริงหากแต่ถูกกำหนดด้วยอำนาจ เงินตราและอิทธิพล
ซีรีส์เล่าเรื่องราวของ ‘เมฆ’ ทนายหนุ่มผู้เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมแต่ชีวิตต้องพลิกผันเมื่อเขากลายเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีสะเทือนขวัญและจำเป็นต้องร่วมงานกับ ‘จิตตรี’ ทนายสาวชื่อดังผู้มีชื่อเสียงในฐานะคนที่สามารถพาลูกความรอดพ้นจากคดีได้แทบทุกครั้งไม่ว่าจะต้องแลกด้วยวิธีการแบบไหนก็ตาม
สิ่งที่น่าสนใจคือซีรีส์ไม่ได้พยายามสร้างภาพให้ทนายความเป็นฮีโร่ผู้ผดุงความยุติธรรม แต่กลับนำเสนออีกด้านหนึ่งของวงการกฎหมายที่หลายคนอาจไม่เคยนึกถึงนั่นคือบทบาทของทนายในฐานะ “นักสู้แทนลูกความ” ซึ่งหน้าที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่การค้นหาความจริงแต่คือการปกป้องผลประโยชน์ของผู้ว่าจ้างให้ได้มากที่สุดภายใต้กรอบของกฎหมาย
กิมมิกที่ทำให้ ‘ทนายปีศาจ’ ดูสนุกกว่าซีรีส์ศาลทั่วไปคือการนำเทคนิคในวงการทนายมาใช้เป็นอาวุธของตัวละคร ไม่ว่าจะเป็นการตั้งคำถามเพื่อชี้นำพยาน การเจาะช่องโหว่ของหลักฐาน การตีความข้อกฎหมายในมุมที่แตกต่าง หรือแม้แต่การสร้างข้อสงสัยเพียงเล็กน้อยให้เกิดขึ้นในใจผู้พิพากษา เพราะในโลกของกฎหมายหลายครั้งการ “พิสูจน์ว่าอีกฝ่ายผิด” อาจไม่สำคัญเท่ากับการ “พิสูจน์ว่าเรายังไม่ผิด”
ยิ่งไปกว่านั้นซีรีส์ยังสะท้อนประเด็นที่ปรากฏอยู่ในหน้าข่าวอยู่เสมอไม่ว่าจะเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพล การแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม การใช้เส้นสายเพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิด หรือความเหลื่อมล้ำระหว่างคนที่เข้าถึงทีมกฎหมายราคาแพงกับคนธรรมดาที่แทบไม่มีโอกาสต่อสู้คดีอย่างเท่าเทียม
หลายฉากในเรื่องจึงให้ความรู้สึกคล้ายกับการนั่งอ่านข่าวอาชญากรรมหรือคดีดังที่เคยเกิดขึ้นจริงในสังคมไทยเพียงแต่ถูกนำมาเล่าใหม่ผ่านมุมมองของคนในกระบวนการยุติธรรม ทำให้คำถามที่ซีรีส์โยนกลับมาหาผู้ชมดูหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ ว่าแท้จริงแล้ว “กฎหมาย” กับ “ความยุติธรรม” คือสิ่งเดียวกันหรือไม่
ด้านการแสดง หญิง รฐา ถ่ายทอดบทจิตตรีออกมาได้อย่างโดดเด่น เธอเป็นตัวละครที่มีเสน่ห์ อันตราย และคาดเดาไม่ได้ในเวลาเดียวกัน เป็นคนที่พร้อมทำสิ่งผิดศีลธรรมเพื่อเป้าหมายที่ตัวเองเชื่อว่าถูกต้อง ขณะที่ ณัฏฐ์ กิจจริต ก็ทำให้ผู้ชมสัมผัสได้ถึงความสับสนของคนที่กำลังสูญเสียศรัทธาในระบบที่ตนเองเคยเชื่อมั่น อีกทั้งยังมีตัวละครอีกมากมายที่เรียกได้ว่าแคสต์มาได้อย่างตรงเป้า เล็งคนถูกคน เพราะไม่ว่าจะเป็นใครที่ปรากฏตัวออกมาในซีรีส์เรื่องนี้ล้วนแล้วแต่มีความหมายทั้งสิ้น
แม้บางช่วงจะมีความเป็นละครและความโอเวอร์แบบซีรีส์ไทยอยู่บ้างแต่โดยรวม ‘ทนายปีศาจ’ คือซีรีส์ที่ใช้คดีความเป็นเพียงเครื่องมือในการพูดถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของสังคมตั้งแต่เรื่องอำนาจ ความเหลื่อมล้ำ ไปจนถึงคำถามที่ว่า หากวันหนึ่งคุณรู้ว่าความจริงเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะเอาชนะได้คุณจะยังยืนอยู่ข้างความถูกต้องเหมือนเดิมหรือไม่?
เพราะสุดท้ายแล้วสิ่งที่น่ากลัวที่สุดใน ‘ทนายปีศาจ’ อาจไม่ใช่ฆาตกร ไม่ใช่คนร้ายหรือแม้แต่ทนายเจ้าเล่ห์ แต่คือความจริงที่ว่าโลกแห่งความเป็นจริงอาจไม่ได้ต่างจากในซีรีส์เรื่องนี้มากนัก
และหากจะมีคำอะไรสักอย่างมอบให้กับ Netflix ก็คงได้แต่มอบคำว่า “ขอบคุณที่กล้าทำ กล้าตีแผ่เรื่องนี้ออกมาให้เราได้รับชมกันและทำให้รู้ว่าคำว่าใช่หรือไม่? มีพลังเสมอ”





