ในภาคนี้ตัวบทหลักของเรื่องคือการพาทุกคนกลับเข้าสู่โลกของ Bonnie เด็กหญิงเจ้าของของเล่นคนปัจจุบัน ครั้งนี้หนังไม่ได้เล่าเพียงมุมมองของเหล่าของเล่นเหมือนที่ผ่านมาแต่เป็นการนำเสนอ "ความสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับของเล่น" อย่างลึกซึ้งกว่าที่เคย สิ่งที่โดดเด่นที่สุดคือการหยิบประเด็นร่วมสมัยอย่าง "เทคโนโลยี" เข้ามาเป็นหัวใจสำคัญของเรื่อง เมื่อแท็บเล็ตอัจฉริยะ Lilypad เข้ามาเปลี่ยนโลกของเด็กยุคใหม่จนทำให้ของเล่นแบบเดิมเริ่มถูกลดบทบาทลง คำถามสำคัญในบทของการ์ตูนดำเนินเรื่องคือ "เมื่อเด็กๆ มีโลกทั้งใบอยู่ในหน้าจอของเล่นจะยังมีความหมายอยู่หรือไม่" บทของหนังไม่ได้เลือกตอบคำถามนี้ในแง่ลบและไม่ได้บอกว่าเทคโนโลยีคือผู้ร้ายหรือของเล่นคือสิ่งที่ดีที่สุด แต่เลือกที่จะเล่าถึงการอยู่ร่วมกันของทั้งสองสิ่งอย่างมีชั้นเชิงพร้อมสะท้อนความเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคปัจจุบันได้อย่างน่าประทับใจ

ภาคนี้ยังคงพาเรากลับไปเจอกับ Woody, Buzz, Jessie และผองเพื่อนที่เติบโตมาพร้อมกับหลายคนทั่วโลก แต่สิ่งที่แตกต่างจากภาคก่อนๆ คือหนังไม่ได้โฟกัสอยู่แค่ฝั่งของเล่นอีกต่อไปแต่หันมาเล่าเรื่องผ่านมุมมองของ "เด็กที่เป็นเจ้าของของเล่น" มากขึ้น จนทำให้เราเห็นความหมายของความสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับของเล่นได้ลึกซึ้งกว่าที่เคย

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือ "Jessie" ภาคนี้เธอได้รับบทบาทโดดเด่นและมีมิติมากขึ้นกว่าที่เคย เรื่องราวในอดีต ปมความรู้สึก และเส้นทางการเติบโตของเธอถูกถ่ายทอดออกมาอย่างงดงาม เธอกลายเป็นหัวใจหลักของเรื่อง เป็นตัวละครที่แบกรับทั้งอารมณ์ ความทรงจำ และการเปลี่ยนผ่านของยุคสมัยเอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์ หลายฉากของเธอเต็มไปด้วยความอบอุ่นปนเศร้าและทำให้คนดูเผลอน้ำตาคลอโดยไม่รู้ตัวจนกลายเป็นตัวละครที่ขโมยหัวใจผู้ชมไปได้เต็มๆ ในส่วนของ Woody และ Buzz สำหรับแฟน Toy Story รุ่นแรกๆ มีกลับมายืนเคียงข้างกันอีกครั้ง เป็นความรู้สึกอบอุ่นราวกับได้กลับมาเจอเพื่อนเก่าที่ไม่ได้พบกันมานานและยังคงเป็นเหมือนเพื่อนเก่าที่เราอยากเห็นเสมอ แม้บทบาทจะลดลงจากภาคก่อนๆ แต่ทุกครั้งที่ทั้งคู่ปรากฏตัวบนจอก็ยังสร้างรอยยิ้มให้แฟนๆ ได้เหมือนเดิม

ส่วนของภาพประกอบฉากต่างๆ ทาง Pixar ยังคงรักษามาตรฐานตลอดมา ทุกฉากเต็มไปด้วยรายละเอียด สีสันสดใสและความมีชีวิตชีวา ห้องนอนของ Bonnie ถูกออกแบบให้เต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งวัยเด็ก ขณะที่ฉากแอ็กชันต่างๆ ถูกสร้างสรรค์อย่างสนุกสนาน มีความชุลมุนวุ่นวายแบบที่เป็นเสน่ห์ของ Toy Story มาตลอด เราจะได้เห็นความอบอุ่นละมุนตาของของเล่นชิ้นเก่าตัดกับแสงสีฟ้าจากหน้าจอแท็บเล็ตของ "Lilypad" ที่สว่างวาบสะท้อนโลกยุคใหม่ สวยสมจริงจนเหมือนเราหลุดเข้าไปอยู่ในห้องนอนบอนนี่เลยทีเดียว

ดนตรีประกอบของภาคนี้เพิ่มความซาบซึ้งไปอีกขั้นด้วยเพลงประกอบออริจินอลใหม่จากแม่เทย์คือเพลง "I Knew It, I Knew You" ที่แต่งและร้องโดย Taylor Swift (ร่วมกับโปรดิวเซอร์คู่ใจ Jack Antonoff) ซึ่งแม่เทย์แต่งเพลงนี้ขึ้นมาเพื่อถ่ายทอดความรู้สึกและปมในใจของ Jessie โดยเฉพาะ เป็นบทเพลงที่พากลับไปสู่กลิ่นอายคันทรีที่เข้ากับแอนิเมชันเรื่องนี้อย่างกลมกล่อม แถมบวกไปกับท่วงทำนองในตำนานอย่าง You've Got a Friend in Me ใครที่ไม่เคยดูภาคก่อนๆ มาก่อนก็สามารถดูภาคนี้อย่างเข้าใจได้ไม่ยากเพราะหนังมีเรื่องราวสมบูรณ์ในตัวเอง แต่ถ้าเคยผ่าน Toy Story 1-4 มาแล้วจะฟินระดับสิบเลย! พร้อมรายละเอียดเล็กๆ และช่วงเวลาที่ทำให้หัวใจพองโตขึ้นอีกหลายเท่า

กว่า 30 ปีที่เหล่าของเล่นอย่าง Woody, Buzz Lightyear, Jessie และผองเพื่อนเดินทางเคียงข้างคนดูมาหลายรุ่น หลายคนเริ่มรู้จักพวกเขาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ก่อนจะค่อยๆ เติบโตกลายเป็นวัยรุ่น วัยทำงาน หรือแม้กระทั่งเป็นพ่อแม่คนแล้วในวันนี้ Toy Story 5 คือบทพิสูจน์ว่าเรื่องราวของเหล่าของเล่นยังคงมีสิ่งใหม่ๆ ให้เล่าได้อย่างงดงาม

อย่าลืมไปสนุกกับแก๊งของเล่นที่ #โตมาด้วยกัน ให้หายคิดถึง และทำความรู้จักของเล่นน้องใหม่แห่งยุคดิจิทัลกันได้ใน “House of Toy Story 5” อาณาจักรของเล่นใจกลางกรุงเทพฯ พร้อมกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟหลากหลายให้แฟน ๆ ทุกวัยได้เพลิดเพลินอย่างเต็มอิ่ม ณ ลาน Outdoor Square C ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เปิดให้เข้าชมฟรี! ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 25 มิถุนายน 2569 แล้วไปออกเดินทางสู่การผจญภัยครั้งใหม่กับ “Disney and Pixar’s Toy Story 5 ทอยสตอรี่ 5” พร้อมกัน 18 มิถุนายนนี้ในโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ ทั้งระบบปกติและระบบพิเศษ




