ใครที่กำลังดูซีรีส์จีนเรื่อง ปลดหน้ากาก ทาง Netflix อาจจะเคยหงุดหงิดกับพฤติกรรมของ เว่ยเหรา (จวินไต้) คุณหนูจากตระกูลขุนนางที่มีใบหน้าเหมือนกับอาโฉ่วแต่กลับมีนิสัยต่างกันราวฟ้ากับเหว เพราะนอกจากจะเอาแต่ใจ อารมณ์ร้าย และดูถูกคนที่มีฐานะต่ำกว่าแล้ว เธอยังพร้อมทำร้ายหรือกำจัดคนที่ขัดขวางความต้องการของตัวเองโดยแทบไม่สนใจว่าคนเหล่านั้นจะต้องเจ็บปวดหรือสูญเสียอะไรไปบ้าง ที่น่าสนใจคือ เว่ยเหราไม่ได้ดูเหมือนคนที่ไม่รู้ว่าอะไรถูกหรือผิด แต่กลับเป็นคนที่รู้แล้วยังเลือกทำจนชวนให้สงสัยว่า ทำไมคนคนหนึ่งถึงมองชีวิตของคนอื่นไร้ค่าได้ขนาดนี้?
หากลองมองให้ลึกกว่าความร้ายของตัวละครเราอาจพบว่าเว่ยเหราไม่ได้ต้องการแค่ให้ทุกอย่างเป็นไปตามใจ แต่เธอยังเชื่อว่าตัวเองมีสิทธิเหนือคนอื่นด้วย ลองนึกภาพคนที่เติบโตมาโดยมีคนคอยรับใช้ อยากได้อะไรก็ต้องได้ และเมื่อทำผิดก็อาจมีคนช่วยจัดการปัญหาให้ หากเป็นเช่นนี้บ่อยครั้งคนคนนั้นก็อาจค่อยๆ มองว่าการออกคำสั่ง การดูถูก หรือการทำร้ายคนที่มีอำนาจน้อยกว่าเป็นเรื่องที่ตัวเองทำได้ แม้จะไม่ใช่ทุกคนที่เติบโตมาในครอบครัวร่ำรวยหรือมีอำนาจแล้วจะกลายเป็นคนเช่นนี้ก็ตาม
แล้วการมีอำนาจทำให้คนเปลี่ยนไปได้จริงหรือ? งานวิจัยของ อดัม กาลินสกี (Adam Galinsky) เมื่อปี 2006 พบว่า ในการทดลองบางรูปแบบคนที่ถูกกระตุ้นให้รู้สึกว่าตัวเองมีอำนาจสูงมีแนวโน้มจะมองเรื่องต่างๆ จากมุมของตัวเองมากกว่า และเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่นได้แม่นยำน้อยลง พูดง่ายๆ คือเมื่อคนเรารู้สึกว่าตัวเองมีอำนาจมากก็อาจเผลอให้ความสำคัญกับความคิดและความต้องการของตัวเองจนลืมนึกไปว่าคนอื่นก็มีความรู้สึกไม่ต่างกัน ซึ่งอาจช่วยอธิบายได้ว่าทำไมเว่ยเหราถึงมองความเดือดร้อนของคนที่อยู่ต่ำกว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย
แต่สิ่งที่ทำให้เว่ยเหราน่ากลัวกว่าความเอาแต่ใจคือการที่เธอพร้อมทำเรื่องโหดร้ายเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการทั้งที่รู้ว่าการกระทำนั้นไม่ถูกต้อง เพราะในความเป็นจริง การรู้ว่าอะไรผิดกับการรู้สึกผิดเมื่อทำสิ่งนั้นเป็นคนละเรื่องกัน งานวิจัยเมื่อปี 2010 ที่ศึกษาคนกลุ่มหนึ่งซึ่งมีลักษณะทางจิตใจแบบไร้ความสำนึกผิด พบว่าผู้เข้าร่วมกลุ่มนี้สามารถตัดสินสถานการณ์ทางศีลธรรมบางอย่างได้คล้ายกับคนทั่วไป แต่ความเข้าใจเรื่องถูกผิดไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะประพฤติตัวตามสิ่งที่รู้เสมอไป แม้งานวิจัยนี้จะไม่ได้หมายความว่าคนที่ทำผิดทุกคนมีความผิดปกติทางจิต แต่ก็ช่วยให้เห็นว่าบางคนอาจรู้ดีว่าสิ่งที่ทำสร้างความเสียหายให้ผู้อื่นและยังเลือกที่จะทำอยู่ดี
อีกเรื่องที่น่าสนใจคือคนเรามักมีวิธีหาเหตุผลเข้าข้างตัวเองเสมอ โดยนักจิตวิทยา อัลเบิร์ต แบนดูรา (Albert Bandura) เคยอธิบายว่า มนุษย์สามารถลดความรู้สึกผิดของตัวเองได้ด้วยการหาเหตุผลมารองรับการกระทำ เช่น มองว่าผู้ถูกกระทำสมควรได้รับสิ่งนั้น หรือโยนความผิดให้อีกฝ่ายว่าเป็นคนทำให้เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้น ลองนำแนวคิดนี้มามองเว่ยเหรา หากเธอเชื่อว่าคนที่ขัดคำสั่งสมควรถูกลงโทษหรือคนฐานะต่ำกว่าไม่มีสิทธิมาต่อรองกับเธอ การทำร้ายคนเหล่านั้นก็อาจกลายเป็นเรื่องที่เธอคิดว่าตัวเองมีเหตุผลเพียงพอแล้วโดยไม่จำเป็นต้องมองตัวเองเป็นคนผิดเลยด้วยซ้ำ
ในทางจิตวิทยาพฤติกรรมบางอย่างของเว่ยเหรายังชวนให้นึกถึง ลักษณะบุคลิกภาพแบบหลงตัวเอง ที่มองว่าตัวเองสำคัญกว่าผู้อื่น และ ลักษณะบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคม ที่ไม่เคารพสิทธิหรือความปลอดภัยของคนรอบข้าง แต่การมีพฤติกรรมคล้ายลักษณะเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าเธอเป็นโรคทางจิตเวช เพราะคนที่ชอบใช้อำนาจรังแกผู้อื่นไม่จำเป็นต้องมีความผิดปกติทางจิตเสมอไป บางครั้งความโหดร้ายอาจเกิดจากนิสัย ความเชื่อ การเลี้ยงดู หรือการเคยชินกับการไม่ต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตัวเองทำ
แม้เว่ยเหราจะเป็นตัวละครในซีรีส์ย้อนยุค แต่หากมองกลับมายังสังคมปัจจุบันเราก็อาจพบพฤติกรรมบางอย่างที่คล้ายกัน ไม่ว่าจะเป็นคนมีตำแหน่งที่ใช้อำนาจข่มเหงลูกน้อง คนมีฐานะที่ดูถูกคนจน หรือคนที่คิดว่าตัวเองสามารถทำอะไรก็ได้เพราะมีเงินและเส้นสายคอยช่วยเหลือ แน่นอนว่าความรุนแรงในชีวิตจริงมีหลายระดับและไม่อาจนำไปเปรียบเทียบกับการฆ่าคนในซีรีส์ได้โดยตรง แต่สิ่งหนึ่งที่เชื่อมโยงกันได้คือ การมองว่าความต้องการของตัวเองสำคัญกว่าสิทธิและความรู้สึกของคนอื่น โดยเฉพาะเมื่อคนที่ถูกกระทำไม่มีอำนาจมากพอจะปกป้องตัวเอง
ติดตามเรื่องาวอันซับซ้อนนี้ได้ในซีรีส์ ปลดหน้ากาก ทาง Netflix




