เคยสงสัยไหมว่าทำไมเราถึงรู้สึกคิดถึงตุ๊กตาหมีตัวหนึ่งได้ทั้งที่รู้ดีว่าข้างในเป็นคนสวมชุด? ทำไมบางคนต้องเปิดโซเชียลดูว่าวันนี้มาสคอตตัวโปรดไปทำอะไรมา หรือคอยติดตามพัฒนาการเหมือนกำลังเฝ้าดูเด็กคนหนึ่งเติบโต ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือผู้คนจำนวนไม่น้อยพร้อมใจกันเรียกมาสคอตเหล่านี้ว่า หลาน และแทนตัวเองว่า อุนย่า อุนยาย แม้บางคนอาจยังเป็นเด็กวัยเจนอัลฟ่าด้วยซ้ำ แล้วอะไรที่ทำให้มนุษย์รู้สึกผูกพันกับตัวละครหนึ่งได้มากมายขนาดนี้?
หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ เพิ่มพูน (PERMPOON) มาสคอตหมีสีฟ้าอมเขียว สวมหูฟังสีเหลือง ตัวแทนแฟนคลับของ ปอนด์ ณราวิชญ์ และภูวินทร์ ตั้งศักดิ์ยืน หนึ่งในมาสคอตของ GMMTV โดยจุดเริ่มต้นของโปรเจกต์นี้เกิดจากความตั้งใจสร้างตัวแทนเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างศิลปินกับแฟนคลับ เริ่มจากภาพวาดที่ศิลปินร่วมสร้างสรรค์ ก่อนพัฒนาเป็นตุ๊กตาและมาสคอตที่สามารถออกงาน มีบุคลิกและเรื่องราวของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นโพก้าซัง เบบี๋ ลูกคุณหนู หรือเพิ่มพูน มาสคอตเหล่านี้ถูกวางบทบาทให้เป็นลูกของศิลปิน ส่วนแฟนคลับก็กลายเป็นบรรดาญาติผู้ใหญ่ที่คอยติดตามและเอ็นดูจนเกิดเป็นครอบครัวจำลองที่มีผู้คนร่วมรับรู้เรื่องราวไปด้วยกัน
แล้วทำไมคนเราถึงผูกพันกับสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ได้? ในทางจิตวิทยามีแนวคิดที่เรียกว่า Anthropomorphism หรือการมองสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ให้มีลักษณะเหมือนมนุษย์ งานศึกษาของ Nicholas Epley และคณะ ในปี 2007 อธิบายว่า มนุษย์มีแนวโน้มมองสิ่งของ สัตว์ หรือตัวละครว่ามีความคิด ความตั้งใจ และอารมณ์เช่นเดียวกัน เมื่อมาสคอตสามารถแสดงความรู้สึกโต้ตอบหรือมีพฤติกรรมเฉพาะตัวผู้ชมจึงอาจรู้สึกเหมือนกำลังทำความรู้จักคนคนหนึ่ง ทั้งที่รู้ดีว่านี่คือตัวละครที่ถูกสร้างขึ้น
ขณะที่งานวิจัยในวารสาร Journal of Business Research ปี 2023 ศึกษาความคิดเห็น 1,112 ข้อความบนอินสตาแกรม พบว่าผู้คนติดตามอินฟลูเอนเซอร์ที่ไม่ใช่มนุษย์ทั้งสัตว์ ตุ๊กตา และมาสคอต ด้วยเหตุผลหลายอย่าง ทั้งความสนุกและความผูกพันทางอารมณ์ สอดคล้องกับแนวคิด Parasocial Relationship หรือความสัมพันธ์ทางใจที่เกิดจากการติดตามบุคคลหรือตัวละครผ่านสื่อ เมื่อเราเห็นมาสคอตตัวเดิมอยู่บ่อยๆ ได้เห็นความซน ความน่ารัก และเรื่องราวใหม่ๆ ความคุ้นเคยอาจค่อยๆ กลายเป็นความผูกพันจนรู้สึกเหมือนมีใครอีกคนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน
แต่ทำไมถึงเรียกว่าหลานทั้งที่ตัวเองก็ยังเป็นเด็ก? คำตอบส่วนหนึ่งอาจอยู่ที่จิตวิทยาความน่ารัก หรือ Baby Schema ซึ่งอธิบายว่าลักษณะคล้ายเด็กเล็ก เช่น ศีรษะใหญ่ ใบหน้ากลม และดวงตาที่ดูน่าเอ็นดู สามารถกระตุ้นความรู้สึกอยากดูแลได้ งานวิจัยปี 2009 พบว่าผู้ใหญ่ตอบสนองต่อใบหน้าเด็กที่มีลักษณะเหล่านี้ด้วยความเอ็นดูและความต้องการดูแลมากขึ้น ขณะที่งานศึกษาในปี 2020 พบว่าวัยรุ่นก็มีการตอบสนองต่อใบหน้าของเด็กเล็กในลักษณะคล้ายกันแม้ระดับความรู้สึกจะแตกต่างจากผู้ใหญ่ จึงพออธิบายได้ว่า ความเอ็นดูไม่ได้เป็นสิทธิพิเศษของผู้ใหญ่ และไม่จำเป็นต้องมีลูกก่อนถึงจะรู้สึกอยากดูแลใครสักคน
นอกจากนี้การเรียกมาสคอตว่าหลานยังเกี่ยวข้องกับ บทบาทที่แฟนคลับร่วมกันสร้างขึ้น เพราะเมื่อศิลปินถูกเรียกว่าพ่อพ่อหรือแม่แม่ มาสคอตจึงกลายเป็นลูก และแฟนคลับก็สามารถสวมบทอุนย่าอุนยายได้โดยไม่ต้องสนใจอายุจริง เด็กวัย 13 ปีจึงอาจเรียกเพิ่มพูนว่าหลานได้อย่างเป็นธรรมชาติ ขณะเดียวกันการติดตามมาสคอตก็ไม่ได้มีแค่เรื่องความน่ารัก แต่ยังช่วยเชื่อมคนที่ชอบในสิ่งเดียวกันให้เข้ามาพูดคุย แบ่งปันความสุข และรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มเดียวกัน ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้มีเพียงระหว่างคนกับมาสคอตแต่ยังรวมถึงผู้คนที่มารู้จักกันเพราะมาสคอตด้วย
ท้ายที่สุดแล้วการเรียกมาสคอตว่าหลานไม่ได้หมายความว่าผู้คนแยกโลกจริงกับโลกสมมติไม่ออก และไม่ได้แปลว่าคนที่ติดตามมาสคอตทุกคนกำลังเหงาหรือขาดความสัมพันธ์ในชีวิตจริง แต่อาจเป็นเพียงอีกวิธีหนึ่งที่มนุษย์ใช้แสดงความรัก ความเอ็นดู และความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม เพราะบางครั้งความผูกพันก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสายเลือด อายุ หรือแม้แต่การมีตัวตนเป็นมนุษย์
มาสคอตอาจเป็นเพียงตัวละครที่ถูกสร้างขึ้น แต่ความสุขและความเอ็นดูที่ผู้คนมีให้กลับเป็นความรู้สึกจริงๆ และนั่นอาจเป็นเหตุผลว่าทำไมเด็กคนหนึ่งจึงสามารถรักตุ๊กตาหมีตัวหนึ่งเหมือนหลานของตัวเองได้อย่างเต็มหัวใจ




