ตลอดเวลากว่า 60 ปีนับตั้งแต่ Stan Lee และ Steve Ditko สร้าง Spider-Man ขึ้นมาในปี 1962 โลกได้เห็นฮีโร่เกิดขึ้นนับไม่ถ้วน ทั้งมหาเศรษฐีอัจฉริยะ เทพเจ้าจากแอสการ์ หรือซูเปอร์โซลเยอร์ที่ช่วยโลกจากภัยระดับจักรวาล แต่เมื่อพูดถึงคำว่า "ซูเปอร์ฮีโร่" ชื่อแรกที่ผู้คนทั่วโลกนึกถึงกลับยังคงเป็น Spider-Man
ไม่ใช่เพราะเขาแข็งแกร่งที่สุดแต่เพราะเขาเป็นฮีโร่ที่ "เป็นมนุษย์" มากที่สุด และนั่นคือเหตุผลที่แม้เวลาจะผ่านมากว่า 60 ปีความนิยมของเขาก็ไม่เคยลดลง
เพราะ Spider-Man คือ "คนธรรมดา" ที่ทำให้ทุกคนเห็นตัวเอง
Spider-Man ถือกำเนิดขึ้นในยุคที่ฮีโร่ส่วนใหญ่เป็นผู้ใหญ่ที่แทบไม่มีข้อบกพร่อง แต่ Stan Lee กลับเลือกสร้าง Peter Parker ให้เป็นเด็กมัธยมธรรมดาที่ต้องสอนหนังสือ หาเงิน จ่ายค่าเช่าห้อง มีปัญหาครอบครัว และผิดหวังเรื่องความรักเหมือนคนทั่วไป
IGN เคยจัดอันดับให้ Spider-Man เป็น ตัวละครที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ Marvel Comics พร้อมอธิบายว่าสิ่งที่ทำให้ Peter Parker แตกต่างจากฮีโร่คนอื่นคือการเป็น "Everyman" หรือคนธรรมดาที่เต็มไปด้วยข้อผิดพลาด ความกลัว และความไม่มั่นใจซึ่งทำให้ผู้อ่านรู้สึกว่า "ฮีโร่คนนี้อาจเป็นเรา"
ต่างจากฮีโร่ที่ผู้คนเฝ้ามองด้วยความชื่นชม Spider-Man คือฮีโร่ที่ทำให้ผู้คนรู้สึกว่า "เข้าใจ"
เพราะเขาเป็นผู้แพ้...มากกว่าผู้ชนะ
Spider-Man ไม่ใช่ฮีโร่ที่ชนะทุกครั้ง
เขาสูญเสีย Uncle Ben สูญเสีย Gwen Stacy สูญเสีย Aunt May และใน Spider-Man: No Way Home เขายังต้องแลกทุกความสัมพันธ์เพื่อให้คนทั้งโลกลืมการมีอยู่ของ Peter Parker
สิ่งที่ทำให้ผู้คนรักเขาจึงไม่ใช่เพราะเขาแข็งแกร่ง แต่เป็นเพราะเขายังคงลุกขึ้นทุกครั้งหลังจากสูญเสีย
ประโยค "With Great Power Comes Great Responsibility" จึงไม่ได้เป็นเพียงคำคมของ Marvel แต่กลายเป็นหนึ่งในประโยคที่ทรงอิทธิพลที่สุดในวัฒนธรรมป๊อป เพราะมันสะท้อนว่าการเป็นฮีโร่ ไม่ใช่การมีพลังแต่คือการเลือกทำในสิ่งที่ถูกต้องแม้ต้องแลกด้วยทุกอย่าง
เพราะทุกยุคมี Spider-Man ของตัวเอง
ตลอดเวลากว่า 20 ปี Spider-Man ถูกถ่ายทอดผ่านนักแสดง 3 รุ่น ทั้ง Tobey Maguire, Andrew Garfield และ Tom Holland
แต่ละคนเติบโตไปพร้อมกับผู้ชมในแต่ละยุค ทำให้แฟนหนังหลายเจเนอเรชันต่างก็มี "Spider-Man ของตัวเอง"
ยิ่งเมื่อแอนิเมชัน Spider-Man: Into the Spider-Verse และ Across the Spider-Verse นำเสนอแนวคิดว่า "Anyone can wear the mask" หรือ "ใครก็เป็น Spider-Man ได้" ตัวละครนี้ก็ยิ่งขยายฐานแฟนไปสู่คนรุ่นใหม่ทั่วโลก
เพราะ Spider-Man คือฮีโร่ที่ทำเงินที่สุดของโลก
ความนิยมของ Spider-Man ไม่ได้สะท้อนแค่เสียงชื่นชมจากแฟนๆ แต่ยังเห็นได้จากตัวเลขทางธุรกิจ
ข้อมูลจาก License Global ระบุว่า Spider-Man เป็นหนึ่งในแฟรนไชส์คาแรกเตอร์ที่สร้างรายได้จากสินค้าลิขสิทธิ์สูงที่สุดในโลก โดยมีมูลค่าการขายสินค้าสูงกว่า 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี แซงหน้าฮีโร่อื่นของ Marvel และอยู่ในระดับเดียวกับแบรนด์ระดับโลกอย่าง Pokémon, Mickey Mouse และ Star Wars
ขณะที่ฝั่งภาพยนตร์ Spider-Man ก็เป็นหนึ่งในแฟรนไชส์ซูเปอร์ฮีโร่ที่ทำรายได้รวมสูงที่สุดตลอดกาล โดยเฉพาะ Spider-Man: No Way Home ที่กวาดรายได้กว่า 1.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และกลายเป็นหนึ่งในหนังทำเงินสูงสุดในประวัติศาสตร์
คนรุ่นใหม่ทำไมยังเลือก Spider-Man
แม้จะมีฮีโร่หน้าใหม่เกิดขึ้นมากมายแต่ผลสำรวจของ Morning Consult และหลายสำนักวิจัยด้านสื่อในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาพบว่า Spider-Man ยังคงติดอันดับต้นๆ ของฮีโร่ที่คน Gen Z และ Millennials ชื่นชอบมากที่สุดอย่างต่อเนื่อง
เหตุผลสำคัญคือ Peter Parker ยังคงเผชิญปัญหาที่คนรุ่นใหม่เข้าใจ ไม่ว่าจะเป็นความกดดันจากการเรียน การทำงาน ความสัมพันธ์ หรือการค้นหาตัวตนซึ่งทำให้ตัวละครนี้ยังคงร่วมสมัยแม้จะถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1962
แล้วทำไมภาพยนตร์ภาค Brand New Day ถึงน่าจับตา?
หลังเหตุการณ์ใน Spider-Man: No Way Home จากที่ Peter Parker สูญเสียทุกอย่าง ไม่มี Avengers ไม่มีครอบครัว ไม่มีเพื่อน และไม่มีใครจำเขาได้
นั่นทำให้ Spider-Man: Brand New Day กลายเป็นการรีเซ็ตครั้งสำคัญที่สุดของตัวละครในรอบหลายปี พา Peter Parker กลับไปเป็น "Friendly Neighborhood Spider-Man" หรือฮีโร่ข้างถนนอีกครั้ง แทนที่จะเป็นสมาชิกของทีม Avengers เหมือนที่ผ่านมา
หลายสำนักในต่างประเทศมองว่านี่อาจเป็นการพา Spider-Man กลับไปสู่แก่นแท้ที่ทำให้ผู้คนตกหลุมรักเขามาตั้งแต่แรก เพราะสุดท้ายแล้วสิ่งที่ทำให้ Peter Parker พิเศษไม่ใช่ชุด ไม่ใช่พลัง และไม่ใช่การได้ร่วมต่อสู้กับฮีโร่ระดับจักรวาล
แต่คือการที่เขายังคงเลือกช่วยเหลือผู้คนแม้จะไม่มีใครรู้ว่าเขาเป็นใคร
และบางทีนั่นอาจเป็นเหตุผลที่ Spider-Man ยังคงเป็นฮีโร่ที่ผู้คนรักมากที่สุดแม้เวลาจะผ่านมากว่า 60 ปี
Spider-Man: Brand New Day จึงไม่ใช่แค่หนัง Marvel เรื่องใหม่ประจำปี แต่คือบทพิสูจน์ว่าฮีโร่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอาจไม่ใช่คนที่แข็งแกร่งที่สุด หากแต่เป็นคนที่ทำให้ผู้ชมรู้สึกว่า "ถ้าเป็นเราเราก็คงทำแบบเดียวกัน"




