ทำไมผู้หญิงในอดีตถึงไม่มีสิทธิเสียงในการออกความเห็น

21 ต.ค. 2566 - 16:00

  • ร่วมกันไขข้อสงสัยทำไมผู้หญิงในอดีตถึงต้องต่อสู้กันอย่างหนักหน่วงกว่าจะได้รับสิทธิใช้เสียง กับข้อสงสัยว่าทำไมอิทธิพลชายเป็นใหญ่ถึงมีมากกว่าในสังคม

why_women_were_not_allowed_to_vote_in_the_past_SPACEBAR_Hero_7e804286ed.jpg

“เขา (โสกราตีส) คิดว่าหน้าที่การเมืองควรเป็นของผู้ชาย ผู้หญิงควรทำหน้าที่ในบ้านไป” - เซโนโฟน, Memorabilia

เคยสังเกตกันไหมว่าทำไมผู้หญิงต้องฝ่าฟันกันมามากกว่าจะได้มีสิทธิเสียงในสังคม ซึ่งจะมีมาก็เพียงไม่กี่ร้อยปีที่ผ่านมาเท่านั้น ก่อนหน้านั้นผู้หญิงมักถูกมองข้าม ถูกมองว่าเป็นเพศที่ด้อยกว่า ถึงขั้นร้ายแรงสุดคือมองว่ามีสติปัญญาน้อยกว่าผู้ชาย เพราะเอาอารมณ์มาเกี่ยวข้อง ซึ่งถ้ามองในกรอบของสังคมปัจจุบัน ผู้หญิงผู้ชายล้วนไม่ต่างกัน แต่ทำไมโลกกลับนึกถึงจุดนี้ช้ากันเสียเหลือเกิน

why_women_were_not_allowed_to_vote_in_the_past_SPACEBAR_Photo02_cdc357ce6b.jpg
Wikimedia

ในอดีตกาลของยุคกรีกโบราณนั้น การมอบหน้าที่อยู่บ้านให้กับเพศหญิงอาจฟังดูเป็นหน้าที่จำเป็นเฉพาะเพศที่ปรากฎแค่ในเรื่องการเมือง ซึ่งถ้าเราศึกษาแนวคิดปรัชญาของทั้งเพลโต และอริสโตเติล พวกเขามองพวกผู้หญิงคือเพศที่มีอารมณ์แปรปรวน และชักนำเหตุผลอยู่ภายใต้อารมณ์อยู่เสมอ เราไม่มีหลักฐานว่าโสกราตีสคิดเห็นอย่างไรจริงๆ เกี่ยวกับเพศหญิง แต่จากหลักฐานเท่าที่มีตามบันทึกของเซโนโฟน (Xenophon) หรือหนังสือของเพลโตเผยให้เห็นว่า โสกราตีสมองเพศหญิงกับชายเท่ากัน ต่างกันแค่พละกำลัง เพราะดูเหมือนว่าผู้หญิงในกรีกโบราณบางคนยังมีหน้าที่สำคัญในวิหารในฐานะนักทำนาย

why_women_were_not_allowed_to_vote_in_the_past_SPACEBAR_Photo03_388dde6943.jpg
Wikimedia

ถ้ามองภาพกว้าง เราอาจจำกัดอยู่แต่วัฒนธรรมตะวันตกที่ส่งทอดจากกรีกโรมัน และวัฒนธรรมตะวันออกกลางจากการมาของคริสต์ศาสนาที่ล้วนมีรูปแบบ ‘ชายเป็นใหญ่’ (Patriachy) แต่ลืมที่จะมองวัฒนธรรมท้องถิ่นไม่ว่าจะเป็นสแกนดิเนเวียในยุคไวกิ้งเรืองรอง ชนเผ่าเจอมานิก ชนเผ่าเคลติก ไปจนถึงอินเดียที่มีวัฒนธรรมฮารัปปา วัฒนธรรมท้องถิ่นเหล่านี้ชี้ความสำคัญของเพศแม่ ในเกือบทุกพิธีกรรมจำเป็นต้องมีผู้หญิง บางชนเผ่าให้ผู้หญิงปกครอง รวมถึงมีสิทธิในการเลือกผู้ปกครองภายในกลุ่มอีกด้วย นั่นหมายความว่าตลอดที่ผ่านมาประวัติศาสตร์ไม่มีแค่ผู้ชายเท่านั้นที่อยู่เหนือทุกอย่าง

ไม่มีใครรู้ว่าอิทธิพลความเป็นชายเป็นใหญ่เริ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญเมื่อใด นักวิชาการตะวันตกเคยเสนอว่า สังคมชายเป็นใหญ่ถูกพ่วงมากับวัฒนธรรมของชาวอินโดยูโรเปียนที่กระจายมาจากทุ่งหญ้าสเตปป์ ทำให้ศาสนาความเชื่อเดิมที่เชิดชูเพศแม่อย่างอารยธรรมฮารัปปาถูกแทนที่เทพที่มีความเป็นชายเป็นใหญ่อย่างศาสนาพระเวท (ที่ภายหลังพัฒนาเป็นศาสนาฮินดู) แต่ข้อเสนอนี้ถูกปฏิเสธไปว่าไม่เป็นจริง เพราะวัฒนธรรมชายเป็นใหญ่ยังพบได้ทั่วไปโดยที่ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับชาวอินโดยูโรเปียน

why_women_were_not_allowed_to_vote_in_the_past_SPACEBAR_Photo04_f9aae91071.jpg
Wikimedia

หัวข้อที่ถกเถียงมากที่สุดคือ ชายเป็นใหญ่เกิดจากคอมมอนเซ้นส์ว่าผู้ชายนั้นแข็งแรงกว่า (จากร่างกาย) ทำให้เกิดความคิดว่าผู้ชายนั้นอยู่เหนือผู้หญิง แต่ผู้รู้บางท่านก็คิดว่าทั้งหมดนั้นเป็นไปตามบทบาทของสังคม หรือหน้าที่ของสังคมอันเกิดจากสัญชาตญาณเอาตัวรอดของมนุษย์ กล่าวคือ การที่ผู้ชายออกไปล่าหาอาหาร และผู้หญิงอยู่บ้านทำอาหาร ดูแลลูก ไม่ต่างอะไรจากสัตว์เพศผู้ล่าเหยือ ส่วนสัตว์เพศหญิงดูแลลูก (หรือสลับกันในกรณีของสิงโต) แต่สำหรับมนุษย์นั้นที่หลายคนนิยามว่าเป็น ‘สัตว์ประเสริฐ’ ผู้เต็มไปด้วยเหตุผล อาจเป็นข้อยกเว้น และด้วยสังคมที่พัฒนาจาก ‘ความป่าเถื่อน’ จึงเกิดความคิดว่าทั้งสองเพศควรอยู่ในระนาบเดียวกัน และมีอิสระในหน้าที่

ปัจจุบันปัญหาเกี่ยวกับสิทธิของเพศหญิงยังคงเกิดขึ้นอยู่ (แม้ว่าจะน้อยกว่าในอดีต) ซึ่งยังคงมีการเรียกร้องสิทธิ การปลูกฝังอยู่เรื่อยๆ ว่าผู้หญิงนั้นก็ไม่ต่างจากผู้ชาย และปฏิเสธไม่ได้ว่าแนวคิดเหยียดเพศหญิงยังเกิดขึ้นในสังคมทั่วไป รวมถึงสังคมการทำงาน คนยังติดภาพว่าเลขาต้องเป็นผู้หญิง ส่วนหัวหน้าที่เป็นผู้ชาย ทั้งๆ ที่มีงานวิจัยรองรับว่าการมีหัวหน้าเป็นผู้หญิงไม่ได้ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานอย่างมีนัยยะสำคัญ

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์