เปิดเกมอำนาจฤดูโยกย้าย บ้านใหญ่รุกคุมมหาดไทย-ตำรวจ วัดบารมีผู้นำตัวจริงขั้วอำนาจเปลี่ยน ถนนทุกสายมุ่งสู่ที่ราบสูง
นี่อาจจะเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปีของการเมืองไทย หรือ อาจจะเป็นครั้งแรกของการเมืองไทยที่ “นักการเมืองระดับบ้านใหญ่” มีบทบาทในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการกระทรวงหลักด้านความมั่นคงหลายกระทรวง…ไม่เว้นแม้แต่กระทรวงกลาโหม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ชัยชนะของพลพรรคสีน้ำเงินเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ไม่เพียงสร้างประวัติศาสตร์ให้พรรคภูมิใจไทย ขยับจากพรรคขนาดกลางขึ้นเป็นพรรคขนาดใหญ่ แต่การจัดสรรตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำ ที่พลพรรคสีน้ำเงินเลือกกระทรวงด้านความมั่นคงทั้งหมดมาไว้ในมือ ยังกำลังเป็นปรากฏการณ์สำคัญที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ…โดยเฉพาะเมื่อกำลังเข้าสู่ “ฤดูกาลโยกย้ายปลายปี” อันเป็นช่วงการโยกย้ายครั้งสำคัญของประเทศ
แน่ล่ะ…กระทรวงมหาดไทย ที่ภูมิใจไทยดูแลมาอย่างต่อเนื่อง นับจากผลัดเปลี่ยนอำนาจมาจากรัฐบาล คสช.ที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา นั่งเป็นเจ้ากระทรวงยาวนานมาถึง 9 ปี
กระทรวงนี้อาจไม่เป็นที่ประหลาดใจมากนัก เนื่องเพราะภูมิใจไทยเคยสร้างปาฏิหาริย์ในการโยกย้ายมาแล้วหลายครั้ง ตั้งแต่ยุค ‘ปู่จิ้น’ ชวรัตน์ ชาญวีรกูล พ่อของนายกหนู เป็น มท.1
ยุคนั้น บรรดาสิงห์ทั้งหลาย ทั้งสิงห์ดำจุฬาฯ สิงห์แดงธรรมศาสตร์ สิงห์ทองรามคำแหง หรือ สิงห์ขาว มช. ไม่ได้สำคัญเท่ากับได้จบ “สยาม” แล้วไปต่อ “เน” เพราะทั้ง “สยาม” และ “เน” มีบทบาทต่อการแต่งตั้งโยกย้ายในกระทรวงมหาดไทย มากกว่ายุคสิงห์ดำหรือสิงห์ทองด้วยซ้ำ
วาทะเด็ดว่าด้วยเรื่อง “ช่วยรัฐมนตรีว่าการ” ที่มีอำนาจเหนือรัฐมนตรีว่าการ และรัฐมนตรีช่วยว่าการ เป็นวาทะที่โด่งดังในยุคนั้น
ตึกใหญ่ย่านถนนศรีอยุธยา ที่มิใช่ตึกใหญ่ซอยรางน้ำในยามนั้น เป็นกองบัญชาการหลักที่คนมหาดไทย ตั้งแต่ระดับปลัดอำเภอ ยันเบอร์ 1 ของกระทรวงวิ่งเข้าวิ่งออกกันอย่างคึกคัก แม้ต่อมาจะสยายปีกเพิ่มไปยังกระทรวงคมนาคม เส้นทางอำนาจก็ยังอยู่บนตึกใหญ่ตึกนั้น
นักการเมืองบางราย ที่ถูกเอกชน หรือ ข้าราชการวิ่งเข้าหา เลือกที่จะบอกปัด ด้วยวาะทะคมกริบ
“พี่ช่วยอะไรไม่ได้หรอกน้อง พี่แค่รับจ้างเป็นรัฐมนตรี ไม่ได้มีอำนาจช่วยใครได้ขนาดนั้น”
อำนาจยามนั้น จำกัดอยู่แค่ไม่กี่กระทรวงหลัก แต่เบ็ดเสร็จและจบในที่เดียว แบบ One Stop Service แต่อำนาจยามนี้ แม้ที่มั่นเดิมจะเปลี่ยนจากที่เก่า ขยับไปในที่ใหม่ที่ไม่ไกลกว่าเดิม แต่อำนาจได้สยายปีกออกครอบคลุมกระทรวงหลักมากขึ้น ฐานที่มั่นสำคัญ นอกจากในเมืองหลวง ยังสยายไปยังที่ราบสูง อันเป็นฐานที่มั่นหลัก
ไม่แปลกที่การแต่งตั้งโยกย้ายปีนี้ นักวิ่ง นอกจากจะต้องเตรียมรองเท้าวิ่งที่ทนต่อการวิ่งแล้ว ยังต้องเตรียมน้ำมันรถ ค่าที่พัก เพื่อรองรับการเดินทางไกล นอกจากนี้ ยังต้องเตรียมสละวันหยุดเสาร์ - อาทิตย์ เพื่อพร้อมต่อการเดินทางไปยังฐานที่มั่นหลัก เพื่อพร้อมต่อการต่อตั๋วหรือขอตั๋วในตำแหน่งสำคัญๆ
สำหรับ “มหาดไทย คมนาคม ยุติธรรม” เป็นเรื่องปกติที่เกิดมาทุกยุค แต่ปีนี่ที่ต้องจับจ้องมากเป็นพิเศษ คือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ผ่านมาแม้นักการเมืองหรือคนใหญ่ในบ้านหลังใหญ่ต่างจังหวัดจะมีบทบาทบ้าง แต่ก็เป็นเฉพาะพื้นที่ เช่น พื้นที่ฐานที่มั่นสำคัญ
แต่วันนี้…การโยกย้ายตำรวจทั่วประเทศในทุกลำดับชั้น ตั้งแต่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ลงไปถึงระดับสารวัตร กำลังถูกจับตาอย่างหนัก
ระดับหัวแถว ที่กำลังช่วงชิงกันเข้มข้น และการันตีว่า ยามนี้ไม่มีใคร “นอนมา” อีกแล้ว ตำแหน่งนี้จะเป็นตัววัดอำนาจว่า การโยกย้ายในระดับนายพลทั้งหมดจนถึงผู้บังคับการ การโยกย้ายระดับรองผู้บังคับการลงไป และการโยกย้ายระดับรองผู้กำกับลงถึงรองสารวัตร จะอยู่ในมือใคร?
สัดส่วนตั๋ว สัดส่วนตำแหน่งสำคัญๆปีนี้ โดยเฉพาะระดับผู้บัญชาการ และผู้บังคับการหน่วยสำคัญๆ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดหลักๆ เก้าอี้ผู้กำกับการหลักในเมืองหลวง จะมีการจัดสรร ปันส่วนกันอย่างไร
การโยกย้ายแบบที่เคยเกิดขึ้นในกระทรวงมหาดไทย จะเกิดขึ้นที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือไม่
จากครั้งหนึ่งที่เส้นทางอำนาจวิ่งตรงไปที่บ้านหลังใหญ่ในกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ นายตำรวจใหญ่จำนวนมากต้องเข้าบ้านหลังนั้นตั้งแต่เช้ามืด
วันนี้…เส้นทางอำนาจต้องวิ่งไปไกลถึงที่ราบสูงหรือไม่ ?
หรือ อำนาจบางส่วนถูกเทมาที่บ้านหลังใหญ่แถวลาดปลาเค้า รามอินทรา
เพราะท่าทีของบ้านลาดปลาเค้ายามนี้ ดูทีท่าเหมือนจะแบกไม่ไหว และอยากสร้างฐานอำนาจของตัวเองรองรับการเป็นผู้นำตัวจริงบ้าง
ท่าทีนี้เด่นชัดในคำสั่งแต่งตั้งล่าสุด ที่ มท.หนู สะบัดปากลงนามให้ ‘ผู้ว่าเซมเบ้’ นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ที่ช้ำรักถูกย้ายมาเป็นรองปลัดกระทรวงมหาดไทยออกจากกรุชั่วคราวไปรักษาการอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ที่กำลังอื้อฉาวจากการทุจริตสอบบรรจุข้าราชการ เพราะเป็นท่าทีที่สอดรับกับคำพูดที่ มท.หนู เคยบอกกับ ผู้ว่าเซมเบ้ ว่า “มาอยู่กับพี่” ในวันที่เข้ามารายงานตัวหลังถูกย้ายจากภูเก็ต
การส่งผู้ว่าเซมเบ้ ไปรักษาการในกรมที่กำลังมีปัญหา เป็นนัยยะแห่งความไว้วางใจที่ชัดเจน
เป็นนัยยะที่ส่งสัญญานไปยังสาธารณะว่า “นี่คือคนของใคร”
หรือ นี่อาจเป็นสัญญานสำคัญ สัญญานแรกๆว่า การแต่งตั้งโยกย้ายใดใดนับจากนี้ ’บ้านลาดปลาเค้า‘ อาจมีส่วนสำคัญในการกำหนดเกม กำหนดคน
ตั๋วที่ราบสูง กับ ตั๋วเมืองหลวงย่านรามอินทรา ตั๋วใบไหนจะมีน้ำหนักกว่ากัน
22 กรกฎาคมนี้ ชี้ขาดกันที่ตั๋วใบใหญ่ใบแรก ว่า คนที่ยืนใกล้ตัวนายกฯเสมอๆ ในทุกสถานการณ์ หรือคนที่เคยรับราชการผ่านที่ราบสูง และมีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับทุกขั้วการเมือง หรือ คนที่มีสัญญานแรงๆว่า “นอนมา”
ใครจะขึ้นนั่งเก้าอี้หัวแถวของปทุมวัน เก้าอี้ที่จะกำหนกโควตา และแบ่งสัดส่วนตั๋วตำรวจทั้งประเทศ
EP.หน้า มาส่องสัญญานการโยกย้าย ผบ.เหล่าทัพ และตำแหน่งสำคัญในกองทัพบก การเมืองจะเข้าไปมีผลหรือไม่ เมื่อเป็นครั้งแรกที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ไม่ได้มาจากขั้วอำนาจด้านความมั่นคงโดยตรง แต่ถูกเซาะว่า “มาจากบ้านหลังใหญ่หลังหนึ่งในดินแดนที่ราบสูง”




