แก้รัฐธรรมนูญ ทางใครทางมัน

23 มิ.ย. 2569 - 13:18

  • ฝ่ายค้าน-พรรคสีน้ำเงินเปิดศึกเห็นต่างเรื่อง สสร.

  • ปมร่างใหม่สะดุด ท่ามกลางข้อกล่าวหาเตะถ่วง

  • พรรคสีน้ำเงิน เดินหน้าแก้รายมาตราแทน รัฐธรรมนูญใหม่ส่อยืดเยื้อต่อไป

แก้รัฐธรรมนูญ ทางใครทางมัน

เพียงแค่เริ่มต้นก็เปิดฉากพะบู๊ ปะ ฉะ ดะ กันเสียแล้ว เรื่องแก้รัฐธรรมนูญระหว่างฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาล เป้าหมายเดียวกัน แต่วิธีการต่างกัน หลังฝ่ายค้าน ไปได้คำตอบจากตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมา "ไม่ได้ห้ามเลือก สสร.โดยตรง"

แต่ฟากรัฐบาลโดยพรรคสีน้ำเงิน ยังยืนกรานต้องปลอดภัยไว้ก่อน เพราะเป็นเพียงความเห็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่คำวินิจฉัยที่มีผลผูกพันกับทุกองค์กร ดังนั้น จะเสี่ยงยึดเป็นสรณะไม่ได้ เพราะมีตัวอย่างจากปมประชามติมาแล้ว

เมื่อมีความเห็นเป็นสองทาง จึงทำให้เกิดการตั้งป้อมสาดคำพูดเข้าหากันผ่านสื่อ โดย พริษฐ์ วัชรสินธุ ประธานวิปฝ่ายค้าน ย้ำว่า ข้อหารือดังกล่าวไม่ใช่แค่ความเห็นส่วนตัวตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ แต่เป็นความเห็นในที่ประชุมก่อนทำคำวินิจฉัย

"ประธานศาลรัฐธรรมนูญได้ย้ำว่า สิ่งที่จะอธิบายในที่ประชุม ไม่ได้เป็นความเห็นส่วนตัวของเขา เพราะขณะที่วินิจฉัยเรื่องนี้ไม่ได้วินิจฉัยข้อจำกัดใดๆ เรื่องการเลือกตั้งผู้ร่างรัฐธรรมนูญด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่จะขยายความในที่ประชุมคือการอธิบายความเห็นของที่ประชุมร่วมกันของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้งหมด ก่อนที่จะมีการออกคำวินิจฉัยกลาง 18/2568 ออกมา"

"ไอติม-พริษฐ์" ตั้งข้อสงสัยต่อท่าทีของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ที่อาศัยความคลุมเครือในคำวินิจฉัยมาเป็นข้ออ้างตัดการมีส่วนร่วมของประชาชนในการเลือก สสร.เพราะต้องการผูกขาดและได้ประโยชน์จากระบบการเมืองแบบนี้

"สิ่งที่ระบอบสีน้ำเงินต้องการคือ ต้องการระบบการเมืองที่เปิดช่องให้สามารถฮั้วกันได้ทั้งกระดาน"

พริษฐ์ ขยายความสิ่งที่ ภท.กำลังดำเนินการอยู่บนเป้าหมาย 2 ข้อใหญ่ คือ

1.ทำยังไงก็ได้ให้การเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่สะดุดหยุดลงและต้องอยู่กับรัฐธรรมนูญปี 60 ซึ่งเป็นปุ๋ยชั้นดีของระบบการเมือง ที่ฮั้วกันได้ทั้งกระดาน

2. หากต้องการให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เดินหน้าไปได้ ก็ต้องพยายามทำให้การเดินหน้านั้นเป็นการเดินหน้าที่อยู่บนเงื่อนไข ที่เขาสามารถผูกขาดการคัดเลือกผู้ร่างและชี้ขาดเนื้อหาได้ ซึ่งรูปธรรมของสิ่งนั้นคือเนื้อหาของร่าง เพิ่มเติมหมวด 15/1 ที่พรรคภูมิใจไทยได้เสนอเข้ามา

จากท่าทีแข็งกร้าวของพรรคแกนนำฝ่ายค้าน ทำให้ นิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ ภท. ที่ได้รับมอบหมายให้เป็นตัวหลักขับเคลื่อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ออกมาเตือนสติผู้นำฝ่ายค้านฯ ที่เคยก้าวพลาดมาแล้วในสภาชุดที่ผ่านมาว่า

"การเป็นผู้นำฝ่ายค้านฯ คือเป็นกัปตันเรือลำใหญ่ ระวังการพาเรือที่บรรทุกความหวังของประชาชน ทั้งที่ความสุ่มเสี่ยงและระวังลูกเรือตัวเองด้วย เพราะที่บอกว่าเลือกตั้งได้ 100% ยังมีปัญหาสุ่มเสี่ยงผิดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ก่อนปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาต้องปฏิญาณตนถือเป็นข้อผูกมัดที่ต้องทำให้ถูกต้อง หากสุ่มเสี่ยงทำไปจะถูกร้อง แล้วจะรับผิดชอบไหวหรือไม่”

"นิกร" ส่งสัญญาญไปชัด ๆ ว่า นอกจากจะทำให้กระบวนการล่าช้า เพราะต้องมีคนไปร้องศาลรัฐธรรมนูญอีกแน่แล้ว ยังสุ่มเสี่ยงต่อการถูกร้องเอาผิดจริยธรรมพ่วงตามไปด้วย ดังนั้น พรรคภูมิใจไทยจะไม่เอาด้วย และสำทับตามด้วยคำว่า ทางใครทางมัน

"หากจะเอาแบบนั้น ก็เอาของพรรคใครพรรคมันไปเลย เมื่อเสียงครบแล้วก็ยื่นแล้วไปว่ากันในรัฐสภา ไม่ใช่เอาขาไปขัดลูกของคนอื่นตามคาวามเชื่อของตนเอง หากเขียนเลือกสสร.โดยตรง เป็นความสุ่มเสี่ยงมีปัญหาก็ไม่เอา จากนี้ก็ทางใครทางมัน เป้าหมายอยู่ที่รัฐธรรมนูญ  ไม่ใช่ล้มคนที่อยู่ข้าง ๆ”

วันนี้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เดินมาถึงจุดที่เรียกว่า "ทางใคร ทางมัน" แล้ว

แต่ดูเหมือนจะเข้าทางพรรคสีน้ำเงินเข้าพอดี เพราะก่อนหน้านี้ก็ชิงปาดหน้าเค้ก โชว์ความพร้อมยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญไปก่อนใคร แถมล่าสุดประธานฯ โสภณ ซารัมย์ ประกาศเสียงดังจะพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามที่บรรจุวาระไว้ในวันที่ 7-8 กรกฎาคมนี้

"ไม่ชะลอหรอก ถึงกาลอันควรก็ดำเนินการ ประชาชนเขารออยู่" ตีกินเนียนๆ ไปได้อีกดอก

ทางด้าน กรวีร์ ปริศนานันทกุล ประธานวิปรัฐบาล ทำท่าจะผ่อนสั้น ผ่อนยาว จะให้รอร่างของภาคประชาชนก็ได้ โดยทั้งสามฝ่าย คือ รัฐบาล ฝ่ายค้าน และ สว.ต้องมาตกลงกันจะเอาอย่างไร แต่ก็ไม่วายตัดพ้อทำช้าก็ว่า ทำเร็วก็บ่น

"ผมเร่งพิจารณาวันนี้ กลายเป็นจะโดนพรรคฝ่ายค้านตำหนิว่า ทำไมไม่รอภาคประชาชน ผมพิจารณาช้าก็จะโดนตำหนิว่า ทำไมเตะถ่วง ถ่วงรั้ง ไม่ยอมพิจารณาเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญอีก..ถ้าจะรอของภาคประชาชนเข้ามาแล้วพิจารณาในคราวเดียว ทางรัฐบาลก็ไม่ได้ขัดข้อง"

นับเป็นการต่อบอลส่งถึงกันในฟากรัฐบาลทั้งกองหลัง กองกลาง แดนหน้า แบบไม่มีกระฉอก ซึ่งฝ่ายค้านเองก็จับสัญญาณได้ เป็นไปตามข้อ 1 และข้อ 2 ที่พริษฐ์ว่าไว้ข้างต้นนั่นแหล่ะ

สุดท้าย การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ว่าทางใคร ทางมัน นั้น กำลังไปเข้าทางพรรคสีน้ำเงินเข้าพอดี ที่ตอนนี้หันไปแก้ไขรายมาตราแทน คือ มาตรา 65 ในหมวด 2 ว่าด้วยแนวนโยบายแห่งรัฐ ที่จะปลดล๊อคให้การจัดทำงบประมาณประจำปี ไม่ต้องยึดโยงกับยุทธศาสตร์ชาติ และการเปิดช่องให้ท้องถิ่นออกกฎหมายใช้จ่ายเงินที่จัดเก็บเองได้

นี่แหล่ะทางใคร ทางมัน ที่ไปเข้าทางพรรคน้ำเงินเข้าเต็ม ๆ ส่วนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ก็ปล่อยไหลยาวๆๆๆ ไป

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์