เพียงแค่เริ่มต้นก็เปิดฉากพะบู๊ ปะ ฉะ ดะ กันเสียแล้ว เรื่องแก้รัฐธรรมนูญระหว่างฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาล เป้าหมายเดียวกัน แต่วิธีการต่างกัน หลังฝ่ายค้าน ไปได้คำตอบจากตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมา "ไม่ได้ห้ามเลือก สสร.โดยตรง"
แต่ฟากรัฐบาลโดยพรรคสีน้ำเงิน ยังยืนกรานต้องปลอดภัยไว้ก่อน เพราะเป็นเพียงความเห็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่คำวินิจฉัยที่มีผลผูกพันกับทุกองค์กร ดังนั้น จะเสี่ยงยึดเป็นสรณะไม่ได้ เพราะมีตัวอย่างจากปมประชามติมาแล้ว
เมื่อมีความเห็นเป็นสองทาง จึงทำให้เกิดการตั้งป้อมสาดคำพูดเข้าหากันผ่านสื่อ โดย พริษฐ์ วัชรสินธุ ประธานวิปฝ่ายค้าน ย้ำว่า ข้อหารือดังกล่าวไม่ใช่แค่ความเห็นส่วนตัวตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ แต่เป็นความเห็นในที่ประชุมก่อนทำคำวินิจฉัย
"ประธานศาลรัฐธรรมนูญได้ย้ำว่า สิ่งที่จะอธิบายในที่ประชุม ไม่ได้เป็นความเห็นส่วนตัวของเขา เพราะขณะที่วินิจฉัยเรื่องนี้ไม่ได้วินิจฉัยข้อจำกัดใดๆ เรื่องการเลือกตั้งผู้ร่างรัฐธรรมนูญด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่จะขยายความในที่ประชุมคือการอธิบายความเห็นของที่ประชุมร่วมกันของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้งหมด ก่อนที่จะมีการออกคำวินิจฉัยกลาง 18/2568 ออกมา"
"ไอติม-พริษฐ์" ตั้งข้อสงสัยต่อท่าทีของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ที่อาศัยความคลุมเครือในคำวินิจฉัยมาเป็นข้ออ้างตัดการมีส่วนร่วมของประชาชนในการเลือก สสร.เพราะต้องการผูกขาดและได้ประโยชน์จากระบบการเมืองแบบนี้
"สิ่งที่ระบอบสีน้ำเงินต้องการคือ ต้องการระบบการเมืองที่เปิดช่องให้สามารถฮั้วกันได้ทั้งกระดาน"
พริษฐ์ ขยายความสิ่งที่ ภท.กำลังดำเนินการอยู่บนเป้าหมาย 2 ข้อใหญ่ คือ
1.ทำยังไงก็ได้ให้การเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่สะดุดหยุดลงและต้องอยู่กับรัฐธรรมนูญปี 60 ซึ่งเป็นปุ๋ยชั้นดีของระบบการเมือง ที่ฮั้วกันได้ทั้งกระดาน
2. หากต้องการให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เดินหน้าไปได้ ก็ต้องพยายามทำให้การเดินหน้านั้นเป็นการเดินหน้าที่อยู่บนเงื่อนไข ที่เขาสามารถผูกขาดการคัดเลือกผู้ร่างและชี้ขาดเนื้อหาได้ ซึ่งรูปธรรมของสิ่งนั้นคือเนื้อหาของร่าง เพิ่มเติมหมวด 15/1 ที่พรรคภูมิใจไทยได้เสนอเข้ามา
จากท่าทีแข็งกร้าวของพรรคแกนนำฝ่ายค้าน ทำให้ นิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ ภท. ที่ได้รับมอบหมายให้เป็นตัวหลักขับเคลื่อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ออกมาเตือนสติผู้นำฝ่ายค้านฯ ที่เคยก้าวพลาดมาแล้วในสภาชุดที่ผ่านมาว่า
"การเป็นผู้นำฝ่ายค้านฯ คือเป็นกัปตันเรือลำใหญ่ ระวังการพาเรือที่บรรทุกความหวังของประชาชน ทั้งที่ความสุ่มเสี่ยงและระวังลูกเรือตัวเองด้วย เพราะที่บอกว่าเลือกตั้งได้ 100% ยังมีปัญหาสุ่มเสี่ยงผิดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ก่อนปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาต้องปฏิญาณตนถือเป็นข้อผูกมัดที่ต้องทำให้ถูกต้อง หากสุ่มเสี่ยงทำไปจะถูกร้อง แล้วจะรับผิดชอบไหวหรือไม่”
"นิกร" ส่งสัญญาญไปชัด ๆ ว่า นอกจากจะทำให้กระบวนการล่าช้า เพราะต้องมีคนไปร้องศาลรัฐธรรมนูญอีกแน่แล้ว ยังสุ่มเสี่ยงต่อการถูกร้องเอาผิดจริยธรรมพ่วงตามไปด้วย ดังนั้น พรรคภูมิใจไทยจะไม่เอาด้วย และสำทับตามด้วยคำว่า ทางใครทางมัน
"หากจะเอาแบบนั้น ก็เอาของพรรคใครพรรคมันไปเลย เมื่อเสียงครบแล้วก็ยื่นแล้วไปว่ากันในรัฐสภา ไม่ใช่เอาขาไปขัดลูกของคนอื่นตามคาวามเชื่อของตนเอง หากเขียนเลือกสสร.โดยตรง เป็นความสุ่มเสี่ยงมีปัญหาก็ไม่เอา จากนี้ก็ทางใครทางมัน เป้าหมายอยู่ที่รัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ล้มคนที่อยู่ข้าง ๆ”
วันนี้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เดินมาถึงจุดที่เรียกว่า "ทางใคร ทางมัน" แล้ว
แต่ดูเหมือนจะเข้าทางพรรคสีน้ำเงินเข้าพอดี เพราะก่อนหน้านี้ก็ชิงปาดหน้าเค้ก โชว์ความพร้อมยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญไปก่อนใคร แถมล่าสุดประธานฯ โสภณ ซารัมย์ ประกาศเสียงดังจะพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามที่บรรจุวาระไว้ในวันที่ 7-8 กรกฎาคมนี้
"ไม่ชะลอหรอก ถึงกาลอันควรก็ดำเนินการ ประชาชนเขารออยู่" ตีกินเนียนๆ ไปได้อีกดอก
ทางด้าน กรวีร์ ปริศนานันทกุล ประธานวิปรัฐบาล ทำท่าจะผ่อนสั้น ผ่อนยาว จะให้รอร่างของภาคประชาชนก็ได้ โดยทั้งสามฝ่าย คือ รัฐบาล ฝ่ายค้าน และ สว.ต้องมาตกลงกันจะเอาอย่างไร แต่ก็ไม่วายตัดพ้อทำช้าก็ว่า ทำเร็วก็บ่น
"ผมเร่งพิจารณาวันนี้ กลายเป็นจะโดนพรรคฝ่ายค้านตำหนิว่า ทำไมไม่รอภาคประชาชน ผมพิจารณาช้าก็จะโดนตำหนิว่า ทำไมเตะถ่วง ถ่วงรั้ง ไม่ยอมพิจารณาเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญอีก..ถ้าจะรอของภาคประชาชนเข้ามาแล้วพิจารณาในคราวเดียว ทางรัฐบาลก็ไม่ได้ขัดข้อง"
นับเป็นการต่อบอลส่งถึงกันในฟากรัฐบาลทั้งกองหลัง กองกลาง แดนหน้า แบบไม่มีกระฉอก ซึ่งฝ่ายค้านเองก็จับสัญญาณได้ เป็นไปตามข้อ 1 และข้อ 2 ที่พริษฐ์ว่าไว้ข้างต้นนั่นแหล่ะ
สุดท้าย การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ว่าทางใคร ทางมัน นั้น กำลังไปเข้าทางพรรคสีน้ำเงินเข้าพอดี ที่ตอนนี้หันไปแก้ไขรายมาตราแทน คือ มาตรา 65 ในหมวด 2 ว่าด้วยแนวนโยบายแห่งรัฐ ที่จะปลดล๊อคให้การจัดทำงบประมาณประจำปี ไม่ต้องยึดโยงกับยุทธศาสตร์ชาติ และการเปิดช่องให้ท้องถิ่นออกกฎหมายใช้จ่ายเงินที่จัดเก็บเองได้
นี่แหล่ะทางใคร ทางมัน ที่ไปเข้าทางพรรคน้ำเงินเข้าเต็ม ๆ ส่วนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ก็ปล่อยไหลยาวๆๆๆ ไป




