'รัฐบาลอนุทิน' เดินหน้าแผนปฏิรูปราชการไทย-จัดระเบียบปืนเกลื่อนเมือง

13 ส.ค. 2569 - 11:13

  • “รัฐบาลอนุทิน” เดินหน้าแผนปฏิรูปราชการจัดกำลังพลภาครัฐ

  • โหมจัดระเบียบอาวุธปืน ที่มีอยู่เกลื่อนเมืองกว่า 10 ล้านกระบอก

'รัฐบาลอนุทิน' เดินหน้าแผนปฏิรูปราชการไทย-จัดระเบียบปืนเกลื่อนเมือง

สไตล์ชิมไปบ่นไป

ปฏิรูปราชการ-จัดระเบียบอาวุธปืน

วันนี้รัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล กำลังโหมตีปี๊บสองเรื่องใหญ่ คือ แผนปฏิรูปราชการและการจัดกำลังพลภาครัฐ กับอีกเรื่องที่เป็นข่าวใหญ่ครึกโครมบนหน้าสื่อ คือ การจัดระเบียบอาวุธปืน ที่มีอยู่เกลื่อนเมืองกว่าสิบล้านกระบอก

แต่ดูๆ แล้วน่าจะเป็นการทำแบบ “ชิมไป บ่นไป” เสียมากกว่า?

โดยกรณีของการจัดระเบียบอาวุธปืน ที่นายกฯ อนุทิน มีคำสั่งเด็ดขาดห้ามทุกคนพกพา เพราะปัจจุบันประเทศไทยไม่มีใบอนุญาตพกพาแล้ว เนื่องจากทุกใบหมดอายุและไม่มีการออกให้ใหม่ ดังนั้น ทุกคนจึงไม่สามารถพกปืนได้

ในขณะที่ ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย เด้งรับคำสั่งจัดระเบียบอาวุธปืน เตรียมหารือกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย และกฤษฎีกา แก้ไข พ.ร.บ.อาวุธปืน พ.ศ.2490 เพราะใช้มานานและเป็นระบบแอนะล็อกควบคุม

จึงต้องออกแบบ วางมาตรการควบคุมใหม่ให้ทันสมัยเหมือนต่างประเทศ ที่เชื่อมโยงระบบข้อมูลตั้งแต่ซื้อจนครอบครอง หลักการคล้ายกับธนาคาร แต่ต้องมีความเข้มข้นมากกว่าเพราะปืนเป็นอาวุธอันตราย รวมทั้ง ใบอนุญาตควรจะมีการกำหนดอายุ เช่น ให้ต่อใบอนุญาตทุก 3 ปี เป็นต้น

แต่ในวันเดียวกับที่รัฐบาล กำลังคร่ำเคร่งออกแบบควบคุม จัดระเบียบอาวุธปืน ที่ถูกมองเป็น “ทูตมรณะ” นำความรุนแรงมาสู่สังคมนั้น ปรากฏข่าวมีการจัดงานเลี้ยงวันกำนันผู้ใหญ่บ้านขึ้นใหญ่โต ที่ อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี โดยมีนายอำเภอเป็นประธาน และมีหัวหน้าส่วนราชการเข้าร่วมกันพร้อมหน้า

โดยในงานมีการแจกรางวัลเป็น “ปืนลูกซองยาว” จำนวน 5 กระบอก ทำให้สังคมงุนงงสงสัยว่า ตกลงกรมการปกครอง ที่เป็นลูกน้องนายกฯ ไม่ได้ยินที่เจ้านายสั่งหรือถือเป็นการแจกปืน แต่ห้ามพก ซึ่งยังคงเป็นไปตามนโยบายนั่นแหล่ะ

เช่นเดียวกับ บรรดานักการเมืองทั้ง สส.รัฐมนตรี และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทั้งหลาย นอกจากจะมีรสนิยมสะสมอาวุธปืนกันคนละหลายๆ กระบอกแล้ว เวลาเดินเหินไปไหนมักมีผู้ติดตามเป็นพรวน และล้วนแต่พกพาอาวุธกันทั้งนั้น

ดังนั้น การจัดระเบียบอาวุธปืน ต้องเริ่มที่นักการเมืองเป็นกลุ่มแรก หากเห็นว่านี่คือการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ

ส่วนอีกเรื่อง แผนปฏิรูปกำลังพลภาครัฐ ที่มีรองฯ ปกรณ์ อีกนั่นแหล่ะเป็นแม่งาน วางเป้ายกเลิกตำแหน่งที่ไม่จำเป็น ลดจำนวนหน่วยงานที่ปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 30,000 หน่วยงาน ลงมาให้มากที่สุด ซึ่งเบื้องต้นจะทยอยยกเลิกหน่วยงานที่ส่วนกลางตั้งอยู่ในภูมิภาคที่มีอยู่กว่า 10,000 หน่วยงาน

เหตุผลเพื่อลดงบประมาณรายจ่ายประจำ จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนอยู่ที่ร้อยละ 70 ให้เหลือไม่เกิน ร้อยละ 30 โดยตั้งเป้าดำเนินการไว้ที่ประมาณ 8 ปี

นี่คือ แผนการปฏิรูปกำลังพลภาครัฐ ที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบไป เมื่อวันอังคารที่ 11 สิงหาคม 2569

แต่ย้อนไปสัปดาห์ก่อนหน้านี้ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี กลับมีมติเห็นชอบแต่งตั้ง พ.ต.อ.วทัญญู วิทยผโลทัย รองผู้อำนวยการสำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ขึ้นดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการ ป.ย.ป.ซึ่งเป็นระดับ 11

ทั้งๆ ที่หน่วยงาน ป.ย.ป. ถูกกำหนดเป็นหน่วยงานชั่วคราว ตามประกาศ คสช.ให้อยู่เพียงสิ้นปี 2566 และอยู่ในกลุ่มองค์การมหาชน ที่กำลังจะถูกยุบ แต่คณะรัฐมนตรี กลับเห็นชอบแต่งตั้งผู้ทำหน้าที่รักษาการ ขึ้นเป็นผู้อำนวยการ ซึ่งย้อนแย้งกับแผนปฏิรูปที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่

นโยบายทั้งสองเรื่องข้างต้นของรัฐบาล จึงไม่ต่างอะไรกับการชิมไปบ่นไป ซึ่งเป็นรายการอาหารของอดีตนายกรัฐมนตรีผู้ล่วงลับท่านหนึ่ง ที่ต่อให้มีรสจัดจ้าน เปรี้ยว หวาน มัน เค็ม ขนาดไหน ก็ยังต้องชิมไปบ่นไปตามประสา ฉันใด

การปฎิรูปกำลังพลภาครัฐ กับการจัดระเบียบอาวุธปืนเองก็ฉันนั้น ต่อให้เห็นปัญหาขนาดไหน แต่เมื่อยังต้องสนองตัณหาภายในของตัวเองอยู่ ก็คงยังต้องบ่นไป แต่งตั้งไปและแก้กันไปแบบนี้แหล่ะ !?

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์