ผลการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นทั้งกรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา ที่เพิ่งเสร็จสิ้นไปหมาด ๆ ได้เกิดคำถามตามมามากมาย ประเภททำไม ทำไม และทำไม..โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร เสียงดังหนาหูมาก
ทำไม ผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ถึงได้คะแนนชนะแบบถล่มทลาย
ทำไม ‘ติ่ง’ มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ถึงได้คะแนนตามมาเป็นที่สอง
ทำไม สองพรรคการเมือง ‘ประชาชน-ประชาธิปัตย์’ ถึงได้พ่ายแพ้แบบหลุดลุ่ย
ประมวลความเห็นจากรอบทิศทาง พอได้คำตอบลาง ๆ เกี่ยวกับการแพ้-ชนะในหนนี้ โดยสิ่งแรกเลย คือ ความพร้อมของผู้ว่าฯ ชัชชาติ เป็นเพียงคนเดียวที่เสนอตัวและมีความพร้อมมากที่สุดกับการบริหารมหานครแห่งนี้ ทั้งในฐานะประสบการณ์ 4 ปี ที่มีผลงานพอไปวัดไปวาได้ และไม่มีข้อด่างพร้อยชนิดที่ต้องร้องยี้
ส่วนคนอื่น ๆ ยกเว้น ‘ติ่ง-มัลลิกา’ ที่ประกาศตัวล่วงหน้าเป็นเวลาแรมเดือน ที่เหลือล้วนมากันเอาในนาทีเกือบจะสุดท้าย บางรายเหมือนถูกถีบตกน้ำ เพราะคนที่ถูกเลือกไม่รับ จึงต้องมาแบกรับภาระแทน
แต่ในกลุ่มหลังทุกคนล้วนมาด้วยเหตุผลทางการเมือง ที่ไม่ได้มุ่งหวังจะได้เป็นผู้ว่า กทม.กันจริง ๆ จั งๆ
จึงไม่แปลกที่คนกรุงพร้อมใจกันเทคะแนนเลือกผู้ว่าฯ ชัชชาติ แบบแลนด์สไลด์ ได้คะแนนมากกว่าเดิม แม้จะมีคนมาใช้สิทธิน้อยกว่าเดิมถึง 10 เปอร์เซนต์ก็ตาม
แต่ที่ทำให้คอการเมืองฉงนสนเท่ห์ คือ ความพ่ายแพ้และความถดถอยของสองพรรคการเมือง "ประชาชน-ประชาธิปัตย์" รวมทั้ง การคว้าลำดับที่สองของแม่ค้าติ๊กต๊อก "มัลลิกา" ทั้ง ๆ ที่ไม่มีฐานเสียงในกทม.เหมือนกับสองพรรคการเมือง
ตรงนี้ทำให้ผลโพลนิด้าก่อนหน้านี้ที่ระบุว่า "ผลการเลือกตั้งระดับชาติจะไม่ส่งผลต่อการตัดสินใจของประชาชนในการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น" มีความแจ่มชัดขึ้น เพราะพรรคประชาชน ได้ สส.กทม.ยกจังหวัด 33 เขต ในการเลือกตั้งทั่วไปที่ผ่านมา ก็ไม่ผลต่อคะแนนผู้สมัครผู้ว่า กทม.พรรคประชาชนในครั้งนี้เลยเช่นกัน
หรือแม้แต่นำคะแนนรวมผู้สมัคร สก.พรรคประชาชนทั้ง 50 เขต ที่ได้มากกว่า 6 แสนคะแนน ก็ยังห่างไกลคะแนนผู้สมัครผู้ว่า กทม.ของพรรค ที่ได้มาเพียง 1.8 แสนคะแนน
ดังนั้น ยิ่งป่วยการใหญ่หากจะไปเทียบกับคะแนนผู้สมัครผู้ว่า กทม.ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่เกินแสนมาแค่ 6 พันกว่าคะแนน เพราะประชาธิปัตย์ ได้สูญพันธุ์ในสนามกทม.มาแล้ว 3 สมัย และอยู่ระหว่างการตั้งไข่รอกลับมาแจ้งเกิดใหม่
ทั้งพรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ จึงอยู่ในหัวอกเดียวกัน เพียงแต่พรรคแรกมีแต้มต่อมากกว่าที่ได้คะแนนผู้ว่าฯ เกือบสองแสน แถมได้ สก.มา 22 เขต ขณะที่ประชาธิปัตย์ ได้ สก.เพียง 8 เขต
ทีนี้คงไม่ต้องถามว่า สามแสนคะแนนของมัลลิกามาจากไหน ก็ไหลมาจากคะแนนเดิมที่เคยเลือกผู้สมัครผู้ว่า กทม.ปี 2565 ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สกลธี ภัททิยกุล พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ที่ต่างได้คะแนนกันมาคนละเกินกว่าสองแสนคะแนนทั้งนั้น
ไม่นับ รสนา โตสิตระกูล 78,993 คะแนน น.ต.ศิธา ทิวารี 73,720 คะแนน
เมื่อคนเหล่านี้ไม่ได้ลงสมัคร คะแนนส่วนหนึ่งจึงถูกแบ่งไปที่ผู้ว่าฯ ชัชชาติ และอีกส่วนไปเลือกมัลลิกา ผู้สมัครอิสระ ที่บังเอิญมีลีลาเข้าหูเข้าตาคนลงคะแนนมากกว่าผู้สมัครคนอื่นๆ เลยทำให้ "สาวเชียงม่วน" จ.พะเยา ถูกพูดถึงอย่างมากในการเลือกผู้ว่า กทม.หนนี้
จากสนาม กทม.ถึงเมืองพัทยา ผลที่ออกมาของการเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งนี้เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง คือ ประชาชนไม่เลือกผู้สมัครจากพรรคการเมือง โดยเฉพาะที่พัทยา ผู้สมัครพรรคประชาชนแพ้หมดรูป ไม่ว่านายกเมืองพัทยาและสมาชิกสภาเมืองพัทยา ที่ไม่ได้รับเลือกแม้แต่คนเดียว
คงไม่เป็นการด่วนสรุปเร็วเกินไปว่า ประชาชนอยากเห็นการเมืองระดับชาติกับระดับท้องถิ่นแยกออกจากกัน ให้พรรคการเมืองไปดูการบริหารระดับประเทศ ซึ่งต่อให้ส่งใครมาก็เลือก ขอเพียงเป็นคนของพรรคการเมืองที่ชอบ ไม่ต้องดูหน้าหรือถามหาชื่อแซ่ด้วยซ้ำ
แต่หากเป็นเรื่องของท้องถิ่น ขอให้ประชาชนคนในท้องถิ่นว่ากันเอง พรรคการเมืองไม่ต้องมาครอบงำ
แท้ที่จริงในหลักการกระจายอำนาจ ก็มุ่งหวังให้คนในท้องถิ่นตัดสินใจเลือกวิถีของตัวเอง แม้จะเป็นการกระจายอำนาจแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ ที่ยังอยู่ภายใต้การกำกับของส่วนกลาง คือ กระทรวงมหาดไทย อยู่ก็ตาม
เพราะฉะนั้น ปรากฎการณ์การเมืองทั้งที่พัทยาและกรุงเทพฯ หนนี้ น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นให้พรรคการเมืองได้ตระหนักว่า ประชาชนอยากเห็นท้องถิ่นที่เป็นอิสระจริง ๆ ไม่ใช่การกระจายอำนาจภายใต้การครอบงำของการเมืองระดับชาติ
ถึงเวลาทบทวนเรื่องการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นกันเสียใหม่ว่า จะกระจายแบบไหน แต่ดูเหมือนประชาชนจะนำร่องทำให้นักการเมืองได้เห็นไปแล้ว การกระจายอำนาจควรเป็นแบบไหน




