กรุงเทพมหานครเป็นหนี้บริษัท บีทีเอส จำกัด (มหาชน) ที่เกิดจากโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายที่ 1 และที่ 2 ประมาณ 60,000 ล้านบาท ประกอบด้วย
1.หนี้ค่าติดตั้งระบบไฟฟ้าและเครื่องกล 23,091 ล้านบาท ซึ่งชำระไปแล้ว เมื่อวันที่ 2 เมษายนที่ผ่านมา ตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุด
2.หนี้ค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุง ตั้งแต่ต้นปี 2560 จนถึงกลางปี 2564 จำนวน 11,755 ล้านบาท ซึ่งศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคมที่ผ่านมา ให้ กทม. และบริษัท กรุงเทพธนาคม จ่ายหนี้ให้ บีทีเอส ภายใน 180 วัน
3.หนี้ค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุง ตั้งแต่ มิถุนายน 2564- ตุลาคม 2565 จำนวน11,811 ล้านบาท คดีอยู่ในการพิจารณาของศาลปกครองกลาง
4.หนี้ค่าจ้างเดินรถ และซ่อมบำรุง ตั้งแต่ พฤศจิกายน 2565 - มิถุนายน 2567 เป็นเงิน 13,513 ล้านบาท บีทีเอสยังไม่ได้ฟ้องศาลปกครอง
นอกจากหนี้ที่ติดค้างบีทีเอสแล้ว กทม. ยังเป็นหนี้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย
(รฟม.) 69,705 ล้านบาท
หนี้ก้อนนี้เป็น‘ค่าก่อสร้างรถไฟฟ้าสีเขียวส่วนต่อขยาย’ ช่วงหมอชิต-คูคต และแบริ่ง-ปากน้ำ ซึ่ง รฟม. ลงทุนก่อสร้างไปแล้ว ต่อมา คสช. มีคำสั่งให้โอนกลับมาให้ กทม. เมื่อปี 2561 กทม. จึงต้องจ่ายค่าก่อสร้างคืนให้ รฟม.
รวมเบ็ดเสร็จหักหนี้ที่จ่ายคืนบีทีเอสไปแล้ว และกำลังจะต้องจ่ายตามคำสั่งศาลปกครอง กทม. ยังเป็นหนี้บีทีเอส และ รฟม. รวมกันถึง 95,000 ล้านบาท โดยประมาณ
ยิ่งนานวัน หนี้ก้อนนี้ก็จะยิ่ง ‘เบ่งบาน’ เพราะมีดอกเบี้ยในอัตรา MLR + 1 ( เท่ากับร้อยละ 8.75 ณ วันนี้) คิดเป็นดอกเบี้ยวันละประมาณ 7 ล้านบาท หนี้เพิ่มขึ้นทุกปี ๆ ละ 2,500 ล้านบาท
กทม. มีเงินสะสมที่ไม่มีภาระใด ๆ 51,804 ล้านบาท ซึ่งนำไปคืนหนี้ค่าติดตั้งระบบไฟฟ้าและเครื่องกล 23,901 ล้านบาท เมื่อวันที่ 2 เมษายนที่ผ่านมา เหลืออยู่เพียง 27,900 ล้านบาท
ถือว่า อยู่ในภาวะหนี้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอดแล้ว
เมื่อต้นปี 2562 คสช. มีคำสั่งหัวหน้าคสช. ที่ 3 /2562 กำหนดแนวทางแก้ปัญหาการบริหารจัดการรถไฟฟ้าสายสีเขียว โดยมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดำเนินการ ซึ่งได้ข้อยุติว่าให้บีทีเอส ล้างหนี้ทั้งหมดของ กทม. และช่วยเคลียร์หนี้กับ รฟม. แลกกับการขยายสัมปทานบีทีเอส สายหลักที่จะหมดอายุในปี 2572 ออกไปอีก 30 ปีจนถึง ปี 2602 โดยมีค่าโดยสารตลอดสายไม่เกิน 65 บาท และแบ่งผลประโยชน์ให้ กทม. ทุกปี ตั้งแต่ร้อยละ 10 -25 ของค่าโดยสารตลอดอายุสัมปทาน 30 ปี
ข้อยุตินี้ถูกนำเข้า ครม. ชุดที่แล้ว เพื่อขอความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 3 ครั้ง ‘ไม่มีเสียงคัดค้าน’จากกระทรวงคมนาคมที่มีศักดิ์สยาม ชิดชอบ แห่งพรรคภูมิใจไทย เป็นรัฐมนตรี
จนกระทั่ง เกิด ‘ความขัดแย้ง’ ในการประมูลโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ตะวันตก ที่รฟม. แก้เงื่อนไขการคัดเลือกผู้ชนะ หลังจากขายซองไปแล้ว บีทีเอสเห็นว่า เป็นการแก้ที่เอื้อประโยชน์ให้ผู้เข้าร่วมประมูลอีกรายหนึ่ง จึงฟ้องศาลปกครองให้ รฟม. กลับไปใช้ เงื่อนไขเดิม
ท่าทีของพรรคภูมิใจไทยเปลี่ยนไปตั้งแต่นั้น หันมา ‘คัดค้าน’ การต่ออายุสัมปทานบีทีเอส แลกกับการล้างหนี้คลียร์หนี้ให้ กทม. แบบหัวชนฝา ถึงขนาดรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทยยื่นใบลาประชุม ในวันที่ ครม. จะพิจารณาเรื่องนี้
จนทำให้พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีมหาดไทยต้องถอนวาระออกไป ทำให้เรื่องนี้คาราคาซังมาจนถึงปัจจุบัน และบีทีเอส เปิดเกมทวงหนี้จาก กทม. โดยฟ้องศาลปกครองไป 3 คดี คดีจบแล้วโดยศาลสั่งให้ กทม. ใช้หนี้ 2 คดี อีกคดียังอยู่ในกระบวนการ
วันนี้โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตกจบแล้ว โดยบริษัททางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพหรือ BEM ได้สัมปทานก่อสร้าง และเดินรถทั้งสายไปแบบถูกๆ เหมือนได้ ‘ฟรี’ พรรคภูมิใจไทยบรรลุภารกิจ ปกป้องรถไฟฟ้าสายสีส้มไม่ให้ใครมาแย่ง
มีแต่กทม. ที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังกับกองหนี้ท่วมหัวเกือบแสนล้านบาท ที่ไม่รู้ว่าจะหาเงินที่ไหนมาจ่าย
ผู้ว่ากทม. ‘ชัชชาติ สิทธิพันธุ์’ ทำงานมาครึ่งทาง 2 ปีแล้ว วันแรกที่เข้ารับตำแหน่ง ชัชชาติ ประกาศว่าจะแก้ปัญหาหนี้รถไฟฟ้าสีเขียวให้จบภายใน 1 เดือน และจะให้เก็บค่าโดยสารตลอดสายไม่เกิน 59 บาท
วันนี้ค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียวตลอดสายคือ 62 บาท ‘ต่ำกว่า’ค่าโดยสารในกรณียืดสัมปทานบีทีเอสแลกกับการล้างหนี้ แค่ 3 บาทเท่านั้น
ส่วนปัญหาหนี้ ชัชชาติไม่ได้ทำอะไรเลย ปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการคือ
บีทีเอสทวงหนี้กทม.
กทม.ไม่จ่าย
บีทีเอสไปฟ้องศาล
กทม.แพ้คดี
ต้องหาเงินมาจ่ายบีทีเอส
ล่าสุด ‘คีรี กาญจนพาสน์’ ประธานบีทีเอสในการแถลงข่าว หลังศาลปกครองสั่งให้ กทม. ชำระหนี้ ก้อนที่ 2 ส่งสัญญาณไปถึง กทม. ว่า พร้อมจะเจรจาหาทางออกเรื่องหนี้ของกทม.
สุดท้าย ขึ้นอยู่กับชัชชาติว่า จะตัดสินใจอย่างไร จะรอให้ศาลสั่งใช้หนี้ไปทีละคดีจน กทม. หมดตัว เงินสะสมเกลี้ยงกระเป๋าแล้ว ก็ยังไม่พอใช้หนี้ แล้วลุกจากเก้าอี้เงียบ ๆ เมื่อครบ4 ปี
หรือจะตัดสินใจแก้ปัญหาให้จบตั้งแต่บัดนี้ ตามแนวทางที่ คสช. เคยเห็นชอบคือยืดอายุสัมปทานให้บีทีเอส 30 ปี แลกกับการล้างหนี้ทั้งหมด และได้ ‘ส่วนแบ่ง’ค่าโดยสารรวมกันไม่ต่ำกว่า 120,000 ล้านบาท ตลอดระยะเวลา 30 ปี
การตัดสินใจเลือกแนวทางยืดอายุสัมปทาน จะต้องเผชิญกับกระแส‘คัดค้าน’อย่างแน่นอน เพราะเป็นเรื่องที่ไม่ถูกใจประชาชนบางส่วน แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ในการแก้ปัญหาแบบเบ็ดเสร็จ ได้ประโยชน์ทั้ง 3 ฝ่าย กทม. หมดหนี้ ประชาชนไม่ต้องรับภาระค่าโดยสารเพิ่มขึ้นจากทุกวันนี้ ในขณะที่บีทีเอส ก็ได้ประโยชน์ในฐานะผู้ลงทุน
ทางออกนั้นมีอยู่แล้ว อยู่ที่ว่า ‘ชัชชาติ’ จะกล้าเดินออกไปไหม




