หนี้รถไฟฟ้าท่วมหัว กทม. แก้ได้ถ้า‘ชัชชาติ’กล้า ๆ หน่อย

2 ส.ค. 2567 - 09:42

  • กทม.ยังมีภาระหนี้ต้องจ่ายให้กับเอกชนที่ดำเนินการรถไฟฟ้า

  • ภาระหนี้ก้อนใหญ่คือ บีทีเอส ผู้รับสัมปทานเดินรถสายสีเขียว

  • ผู้ว่า กทม.ต้องตัดสินใจว่าจะเลือกต่ออายุสัมปทาน หรือควักเงินจ่าย

bangkok_skytrain_bts_debt_SPACEBAR_Hero_4338f4d3d5.jpg

กรุงเทพมหานครเป็นหนี้บริษัท บีทีเอส จำกัด (มหาชน) ที่เกิดจากโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายที่ 1 และที่ 2  ประมาณ 60,000 ล้านบาท ประกอบด้วย

1.หนี้ค่าติดตั้งระบบไฟฟ้าและเครื่องกล 23,091 ล้านบาท ซึ่งชำระไปแล้ว เมื่อวันที่ 2 เมษายนที่ผ่านมา ตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุด

2.หนี้ค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุง ตั้งแต่ต้นปี 2560 จนถึงกลางปี 2564 จำนวน 11,755 ล้านบาท ซึ่งศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคมที่ผ่านมา ให้ กทม. และบริษัท กรุงเทพธนาคม จ่ายหนี้ให้ บีทีเอส ภายใน 180 วัน

3.หนี้ค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุง ตั้งแต่ มิถุนายน 2564- ตุลาคม 2565 จำนวน11,811 ล้านบาท คดีอยู่ในการพิจารณาของศาลปกครองกลาง

4.หนี้ค่าจ้างเดินรถ และซ่อมบำรุง ตั้งแต่ พฤศจิกายน 2565 - มิถุนายน 2567  เป็นเงิน 13,513  ล้านบาท บีทีเอสยังไม่ได้ฟ้องศาลปกครอง 

นอกจากหนี้ที่ติดค้างบีทีเอสแล้ว กทม. ยังเป็นหนี้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย 

(รฟม.) 69,705 ล้านบาท  

หนี้ก้อนนี้เป็น‘ค่าก่อสร้างรถไฟฟ้าสีเขียวส่วนต่อขยาย’ ช่วงหมอชิต-คูคต และแบริ่ง-ปากน้ำ  ซึ่ง รฟม. ลงทุนก่อสร้างไปแล้ว ต่อมา คสช. มีคำสั่งให้โอนกลับมาให้ กทม. เมื่อปี 2561 กทม. จึงต้องจ่ายค่าก่อสร้างคืนให้ รฟม. 

รวมเบ็ดเสร็จหักหนี้ที่จ่ายคืนบีทีเอสไปแล้ว  และกำลังจะต้องจ่ายตามคำสั่งศาลปกครอง กทม.  ยังเป็นหนี้บีทีเอส และ รฟม. รวมกันถึง 95,000  ล้านบาท​ โดยประมาณ

ยิ่งนานวัน หนี้ก้อนนี้ก็จะยิ่ง ‘เบ่งบาน’ เพราะมีดอกเบี้ยในอัตรา MLR + 1 ( เท่ากับร้อยละ 8.75  ณ วันนี้)  คิดเป็นดอกเบี้ยวันละประมาณ 7 ล้านบาท หนี้เพิ่มขึ้นทุกปี ๆ ละ 2,500 ล้านบาท 

กทม. มีเงินสะสมที่ไม่มีภาระใด ๆ 51,804  ล้านบาท  ซึ่งนำไปคืนหนี้ค่าติดตั้งระบบไฟฟ้าและเครื่องกล 23,901 ล้านบาท เมื่อวันที่ 2 เมษายนที่ผ่านมา  เหลืออยู่เพียง 27,900  ล้านบาท 

ถือว่า อยู่ในภาวะหนี้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอดแล้ว

เมื่อต้นปี 2562  คสช. มีคำสั่งหัวหน้าคสช. ที่ 3 /2562 กำหนดแนวทางแก้ปัญหาการบริหารจัดการรถไฟฟ้าสายสีเขียว โดยมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดำเนินการ ซึ่งได้ข้อยุติว่าให้บีทีเอส ล้างหนี้ทั้งหมดของ กทม.  และช่วยเคลียร์หนี้กับ รฟม. แลกกับการขยายสัมปทานบีทีเอส สายหลักที่จะหมดอายุในปี 2572  ออกไปอีก 30 ปีจนถึง ปี 2602 โดยมีค่าโดยสารตลอดสายไม่เกิน 65 บาท  และแบ่งผลประโยชน์ให้ กทม. ทุกปี ตั้งแต่ร้อยละ 10 -25 ของค่าโดยสารตลอดอายุสัมปทาน 30 ปี

ข้อยุตินี้ถูกนำเข้า ครม. ชุดที่แล้ว เพื่อขอความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  3  ครั้ง ‘ไม่มีเสียงคัดค้าน’จากกระทรวงคมนาคมที่มีศักดิ์สยาม ชิดชอบ แห่งพรรคภูมิใจไทย เป็นรัฐมนตรี

จนกระทั่ง เกิด ‘ความขัดแย้ง’ ในการประมูลโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ตะวันตก ที่รฟม. แก้เงื่อนไขการคัดเลือกผู้ชนะ หลังจากขายซองไปแล้ว บีทีเอสเห็นว่า เป็นการแก้ที่เอื้อประโยชน์ให้ผู้เข้าร่วมประมูลอีกรายหนึ่ง จึงฟ้องศาลปกครองให้ รฟม. กลับไปใช้ เงื่อนไขเดิม

ท่าทีของพรรคภูมิใจไทยเปลี่ยนไปตั้งแต่นั้น หันมา ‘คัดค้าน’ การต่ออายุสัมปทานบีทีเอส แลกกับการล้างหนี้คลียร์หนี้ให้ กทม. แบบหัวชนฝา ถึงขนาดรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทยยื่นใบลาประชุม ในวันที่ ครม. จะพิจารณาเรื่องนี้   

จนทำให้พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีมหาดไทยต้องถอนวาระออกไป ทำให้เรื่องนี้คาราคาซังมาจนถึงปัจจุบัน  และบีทีเอส เปิดเกมทวงหนี้จาก กทม. โดยฟ้องศาลปกครองไป 3 คดี คดีจบแล้วโดยศาลสั่งให้ กทม. ใช้หนี้ 2 คดี อีกคดียังอยู่ในกระบวนการ

วันนี้โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตกจบแล้ว โดยบริษัททางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพหรือ BEM  ได้สัมปทานก่อสร้าง และเดินรถทั้งสายไปแบบถูกๆ เหมือนได้ ‘ฟรี’ พรรคภูมิใจไทยบรรลุภารกิจ ปกป้องรถไฟฟ้าสายสีส้มไม่ให้ใครมาแย่ง 

มีแต่กทม. ที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังกับกองหนี้ท่วมหัวเกือบแสนล้านบาท ที่ไม่รู้ว่าจะหาเงินที่ไหนมาจ่าย

ผู้ว่ากทม. ‘ชัชชาติ สิทธิพันธุ์’ ทำงานมาครึ่งทาง 2 ปีแล้ว วันแรกที่เข้ารับตำแหน่ง ชัชชาติ ประกาศว่าจะแก้ปัญหาหนี้รถไฟฟ้าสีเขียวให้จบภายใน 1 เดือน และจะให้เก็บค่าโดยสารตลอดสายไม่เกิน 59 บาท 

วันนี้ค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียวตลอดสายคือ 62 บาท ‘ต่ำกว่า’ค่าโดยสารในกรณียืดสัมปทานบีทีเอสแลกกับการล้างหนี้ แค่ 3 บาทเท่านั้น 

ส่วนปัญหาหนี้  ชัชชาติไม่ได้ทำอะไรเลย ปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการคือ

บีทีเอสทวงหนี้กทม.

กทม.ไม่จ่าย

บีทีเอสไปฟ้องศาล

กทม.แพ้คดี

ต้องหาเงินมาจ่ายบีทีเอส

ล่าสุด  ‘คีรี กาญจนพาสน์’ ประธานบีทีเอสในการแถลงข่าว หลังศาลปกครองสั่งให้ กทม. ชำระหนี้ ก้อนที่ 2  ส่งสัญญาณไปถึง กทม. ว่า พร้อมจะเจรจาหาทางออกเรื่องหนี้ของกทม.

สุดท้าย ขึ้นอยู่กับชัชชาติว่า จะตัดสินใจอย่างไร  จะรอให้ศาลสั่งใช้หนี้ไปทีละคดีจน กทม. หมดตัว เงินสะสมเกลี้ยงกระเป๋าแล้ว ก็ยังไม่พอใช้หนี้ แล้วลุกจากเก้าอี้เงียบ ๆ เมื่อครบ4 ปี  

หรือจะตัดสินใจแก้ปัญหาให้จบตั้งแต่บัดนี้ ตามแนวทางที่ คสช. เคยเห็นชอบคือยืดอายุสัมปทานให้บีทีเอส 30 ปี แลกกับการล้างหนี้ทั้งหมด และได้ ‘ส่วนแบ่ง’ค่าโดยสารรวมกันไม่ต่ำกว่า 120,000 ล้านบาท ตลอดระยะเวลา 30 ปี

การตัดสินใจเลือกแนวทางยืดอายุสัมปทาน จะต้องเผชิญกับกระแส‘คัดค้าน’อย่างแน่นอน เพราะเป็นเรื่องที่ไม่ถูกใจประชาชนบางส่วน แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ในการแก้ปัญหาแบบเบ็ดเสร็จ ได้ประโยชน์ทั้ง 3  ฝ่าย  กทม. หมดหนี้ ประชาชนไม่ต้องรับภาระค่าโดยสารเพิ่มขึ้นจากทุกวันนี้  ในขณะที่บีทีเอส ก็ได้ประโยชน์ในฐานะผู้ลงทุน

ทางออกนั้นมีอยู่แล้ว อยู่ที่ว่า ‘ชัชชาติ’ จะกล้าเดินออกไปไหม

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์