สีน้ำเงินจัดระเบียบ..
หรือกินรวบฝ่ายนิติบัญญัติ?!
ในขณะที่เสียงวิพากษ์วิจารณ์ ปนตำหนิด่าทอการจัดระเบียบกรรมาธิการสามัญ 35 คณะในสภาผู้แทนราษฎร ยังไม่ทันได้จางลง ก็มีเรื่องแก้ไขข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรฉบับใหม่ สำทับซ้ำตามมาอีก
ลำพังการจัดระเบียบในคณะกรรมาธิการสามัญ เรื่องริบอำนาจผู้เป็นประธานฯ หรือให้การดำเนินการทุกอย่างต้องมาจากมติของที่ประชุม ว่าหนักหนาสาหัสพอแล้ว เพราะไปมัดมือมัดเท้า สกัดการทำหน้าที่ตรวจสอบของฝ่ายค้าน
แต่ร่างข้อบังคับการประชุมฉบับใหม่ ที่เสนอโดยพรรคภูมิใจไทย (ภท.) หนักกว่าเป็นร้อยเป็นพันเท่า ไม่เพียงกีดกันฝ่ายค้านอย่างที่พูดถึงกันในเวลานี้ แต่จะลดบทบาทให้เหลือแค่ไม้ประดับในคณะกรรมาธิการสามัญเท่านั้น เนื่องจากมีการตัดทิ้งโควตาตำแหน่งประธานฯ ที่มาตามสัดส่วนจำนวน สส.เดิม เปลี่ยนเป็นลงคะแนนเลือกกันเองแทน
โดยร่างข้อบังคับการประชุมฉบับใหม่ ที่จะนำเข้าที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในวันพุธที่ 11 พฤศจิกายนนี้ มีสาระสำคัญที่เสนอแก้ไขอยู่ในส่วน 3 ข้อแรก ได้แก่
1.การแก้ไขเพิ่มเติมเรื่องเพิ่มหรือลดจำนวนคณะกรรมาธิการสามัญ ตามข้อบังคับที่ 90 ให้ที่ประชุมสภาฯ พิจารณาเพิ่มหรือลดจำนวนได้ตามความเหมาะสมกับเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่ให้มี กมธ.สามัญ จำนวน 35 คณะ
2.แก้ไขเรื่องการเรียกเอกสารหรือบุคคลมาชี้แจงต่อ กมธ.จะต้องได้รับการเห็นชอบจากมติที่ประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของทั้งหมดที่มีอยู่ และให้ทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อประธาน กมธ. โดยในกรณีบุคคลที่ถูกเรียกเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ให้ประธานฯ แจ้งต่อนายกฯ รัฐมนตรีที่เป็นผู้บังคับบัญชาหน่วยงานที่บุคคลนั้นสังกัดรับทราบ และให้เป็นหน้าที่ของนายกฯ หรือรัฐมนตรีที่รับผิดชอบ สั่งการจะให้บุคคลนั้นมาให้ข้อเท็จจริงตามที่ กมธ.เรียก จากเดิมที่กำหนดให้ประธานฯ ทำเป็นหนังสือเท่านั้น
3.การเลือกประธานหรือรองประธาน กมธ. หากมีการเสนอชื่อเพียงผู้เดียว ให้ผู้ถูกเสนอชื่อเป็นผู้ได้รับเลือก ถ้ามีการเสนอชื่อหลายชื่อ ให้ออกเสียงลงคะแนนเป็นการลับ โดยให้ผู้ได้คะแนนสูงสุดเป็นผู้ได้รับเลือก ถ้ามีคะแนนเท่ากันให้ลงคะแนนเลือกใหม่อีกครั้ง ถ้าผลคะแนนใหม่ยังมีผู้ได้รับคะแนนเท่ากัน ให้ใช้วิธีจับสลาก
จากเดิมที่การกำหนดตำแหน่งประธาน กมธ.แต่ละคณะ ต้องมีจำนวนตามอัตราส่วนของจำนวนสมาชิกแต่ละพรรคการเมืองที่มีอยู่ในสภา
ที่เหลือเป็นเรื่องของการประชุม การอนุญาตให้ผู้เข้าฟังการประชุม ซึ่งต้องเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการประชุมและต้องได้รับอนุญาตจากประธานที่ประชุม กมธ.รวมถึง การถ่ายทอดสดการประชุม กมธ.ต้องเป็นมติของที่ประชุม กมธ.จากเดิมที่ไม่มีการกำหนดไว้
ร่างข้อบังคับใหม่ทั้งสามข้อข้างต้น ฝ่ายค้านได้ระแคะระคายมาก่อนแล้ว โดยเฉพาะการยุบ กมธ.บางคณะลงและการเลือกประธาน กมธ.โดยใช้มติเสียงข้างมาก ซึ่งเป็นความพยายามต่อเนื่องที่ทำให้กลไกทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติ ทำงานตรวจสอบยากขึ้นหรือทำงานไม่ได้
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้ความเห็นในเรื่องนี้ไว้ว่า ระบบรัฐสภาทั่วโลก ตามมาตรฐานสากล จะมีความระวังเรื่องการยึดเสียงข้างมากหรือข้อบังคับ แต่จะสร้างประเพณีวัฒนธรรมทางการเมือง เพื่อยอมรับการทำหน้าที่ของแต่ละฝ่าย
ด้านตัวแทนรัฐบาล นิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ผู้เสนอร่างแก้ไขข้อบังคับการประชุม ปฏิเสธเรื่องปิดกั้นการตรวจสอบจากฝ่ายค้าน แต่ต้องการแก้ไขข้อบกพร่องของข้อบังคับปี 2562 พร้อมเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการเป็นองค์คณะตรวจสอบ ไม่ใช่อาวุธทำลายล้างทางการเมือง
“ผมขอย้ำว่า กรรมาธิการของสภา ไม่มีการแบ่งว่าเป็นฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล แต่คือฝ่ายตรวจสอบรัฐบาล ซึ่งบางกรรมาธิการทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านไปเลย จึงแก้ไขในการออกหนังสือเอกสารเชิญบุคคลหรือตัวแทนองค์กร ต้องทำเป็นมติจากที่ประชุม ไม่ใช่อำนาจของประธานกรรมาธิการ ที่จะออกหนังสือเรียกใครก็ได้”
แต่ความเห็นดังกล่าวถูกโต้แย้งจาก ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านฯ ว่า การทำงานในเวทีกรรมาธิการต่างจากสภาใหญ่ คำว่า ทำงานร่วมกันได้นั้น หลักการสำคัญที่ละเมิดไม่ได้คือ เรื่องกลไกกรรมาธิการที่ฝ่ายนิติบัญญัติใช้อำนาจในการตรวจสอบฝ่ายบริหาร
“ถ้าจะอ้างว่า ควรจะต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน แล้วทำให้กลไกฝ่ายค้านไม่ใด้ทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลได้นั้น เป็นข้ออ้างที่ไม่สมเหตุสมผล”
จากจัดระเบียบคณะกรรมาธิการสามัญ ถึงแก้ไขข้อบังคับการประชุมสภาฯ นาทีนี้ สส.ฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาล ยังมีความเห็นไม่ตรงกัน และนำไปสู่การเผชิญหน้าขึ้นในฝ่ายนิติบัญญัติ เนื่องจากมีการตั้งคำถามตัวโตๆ ว่า เป็นการจัดระเบียบหรือกินรวบจากพรรคสีน้ำเงินกันแน่
หรือว่านี่คือ จุดเริ่มต้นของการสร้างวัฒนธรรมการเมืองแบบใหม่ ที่นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ต้องการให้พูดคุยกันอย่างสร้างสรรค์ ไม่ใช่พูดคำด่า คำเหน็บแนมหรือด้อยค่าโดยใช้วาทกรรม อย่างที่สื่อสารไว้
วิญญูชนสดับแล้วก็โปรดได้ใคร่ครวญกันเอาเอง?!




