สว.สีน้ำเงินสุมไฟต่อ ร้องเอาผิดจริยธรรม “สิทธิโชติ” กกต.เสียงข้างน้อย

5 ต.ค. 2569 - 12:26

  • กลุ่ม สว. มีการรวมตัวเพื่อยื่นร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ไต่สวนและตรวจสอบเอาผิดจริยธรรมร้ายแรง

  • จากการที่ “สิทธิโชติ” หนึ่งใน 2 กกต.เสียงข้างน้อย ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลและกระบวนการพิจารณาคดีฮั้ว สว.

สว.สีน้ำเงินสุมไฟต่อ ร้องเอาผิดจริยธรรม “สิทธิโชติ” กกต.เสียงข้างน้อย

สว.สีน้ำเงินสุมไฟต่อ

ร้องเอาผิด 'สิทธิโชติ' ผิดจริยธรรมร้ายแรง!?

โบราณว่า “รักยาวให้บั่น รักสั้นให้ต่อ”

เมื่อนำคำโบราณที่ว่า มาเทียบกับกรณีกลุ่ม สว.สีน้ำเงิน ไปยื่นร้อง ป.ป.ช.ขอให้ดำเนินการไต่สวนเอาผิดจริยธรรมร้ายแรง ‘สิทธิโชติ อินทรวิเศษ’ กกต.เสียงข้างน้อยคดีฮั้ว สว.ฐานนำข้อมูลการวินิจฉัยและเหตุผลในสำนวนมาเปิดเผย

โดยให้เหตุผล เพื่อปกป้องหลักการทำงานขององค์กรอิสระ ไม่ให้กระทบต่อความไว้วางใจในความเป็นกลาง ความลับของการพิจารณาและความเป็นธรรมต่อบุคคลที่ถูกพาดพิง เพราะสำนวนคดีดังกล่าว เชื่อมโยงกับกระบวนการพิจารณาในชั้นศาลฎีกา การดำเนินคดีอาญาหรือการสืบสวนของหน่วยงานอื่น

ดูเผินๆ เหมือนเป็นผู้พิทักษ์หลักการ แต่เมื่อผู้ร้องเป็น สว.ในกลุ่มเดียวกับที่ถูกตรวจสอบเรื่องฮั้ว และ กกต.เสียงข้างน้อยเห็นควรให้ส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งทั้งหมด จึงถูกมองเป็นการย้อนศร หาช่องเอาผิดกับเสียงข้างน้อย

การกระทำดังกล่าวของ สว.กลุ่มนี้ แม้จะเป็นอำนาจที่กฎหมายเปิดช่องให้ดำเนินการไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 234 แต่เมื่อดูรายละเอียดคำร้องที่ยกเรื่องการส่อขัดมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง 4 ข้อ มาประกอบ อันได้แก่

ข้อ 13การปฏิบัติหน้าที่ด้วยความยุติธรรม เป็นอิสระ เป็นกลาง และปราศจากอคติ โดยไม่หวั่นไหวต่ออิทธิพลหรือกระแสสังคม

ข้อ 14การรักษาไว้ซึ่งความลับในการประชุม การพิจารณาวินิจฉัย และการเคารพต่อมติของที่ประชุมฝ่ายข้างมาก รวมถึงเหตุผลของทุกฝ่ายอย่างเคร่งครัด

ข้อ 15การให้ข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชนหรือสื่อมวลชนอย่างถูกต้องครบถ้วนและไม่บิดเบือน

ข้อ 16การห้ามให้ข้อมูลหรือแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณชนเกี่ยวกับเรื่องที่อยู่ระหว่างการพิจารณา อันอาจก่อให้เกิดความเสียหายหรือเสียความเป็นธรรมแก่การปฏิบัติหน้าที่

มาตรฐานจริยธรรมที่ยกมาทั้ง 4 ข้อนั้น หากนำสิ่งที่ กกต.เสียงข้างน้อยดำเนินการ เทียบกับพฤติกรรมความเป็นมา ตลอดถึงการประพฤติตัวดำรงตนของ สว.สีน้ำเงิน วิญญูชนย่อมรู้ พึงรู้หรือควรรู้ว่า ใครสมควรถูกใช้มาตรฐานจริยธรรมนี้ตรวจสอบมากกว่ากัน

เรื่องนี้้เป็นที่ประจักษ์ชัดในวันที่ กกต.มีมติ ว่าสังคมให้น้ำหนักไปทางไหนระหว่างเสียงข้างมากกับเสียงข้างน้อย จนนำไปสู่การตั้งเวทีเสวนาของราชบัณฑิตยสภา เพื่อหาคำตอบเรื่องฮั้ว สว.ที่ประชาชนต้องรู้ ซึ่งแจ่มแจ้งกันไปแล้ว

เหลือเพียงการเอาผิดกับผู้เกี่ยวข้องว่าจะใช้ช่องทางไหนเท่านั้น?

เมื่อมีบทสรุปออกมาชัดเจนว่า มีการ “ฮั้วสว.” เกิดขึ้นจริง การที่มีกลุ่มคนในขบวนการฮั้ว “ดิ้นพล่าน” ออกมายื่นเรื่องเอาผิดกับ กกต.เสียงข้างน้อย จึงย่อมไม่ส่งผลดีต่อตัวผู้ร้องเอง และน่าจะเป็นการผิดคิวด้วยเหตุผล 2 ประการ

ประการแรก แทนที่จะปล่อยให้เรื่องค่อยๆ เงียบเลือนหายไปจากหน้าสื่อ เมื่อมีข่าวใหม่เข้ามาอยู่ในความสนใจ แต่กลับไปเขี่ยไฟที่ใกล้มอดให้ลุกโชนขึ้นอีกครั้ง ทั้งยังฝืนอารมณ์สังคม ที่เฝ้ามอง กกต.เสียงข้างน้อยด้วยความชื่นชม

ประการที่สอง ลำพังข้อมูลที่ถูกเปิดออกมาก่อนหน้านี้ของ กกต.เสียงข้างน้อย ก็มีมากพอให้สังคมเชื่อได้แล้วว่า การได้มาของ สว.ชุดนี้ โดยเฉพาะ สว.สีน้ำเงิน มาโดยไม่ถูกต้อง แต่เมื่อมีการยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบอีก สังคมคงได้เห็นข้อมูลเพิ่มเติมจาก กกต.เสียงข้างน้อย ที่จะออกมาเปิดเผยต่อจากนี้

การออกมาเล่นเกมนี้ของกลุ่ม สว.สีน้ำเงิน หากหวังเพียงแค่เล่นงาน กกต.เสียงข้างน้อย ที่มีภูมิคุ้มกันจากสังคม หรือต้องการชิงจังหวะลงมือก่อนที่อีกหลายกลุ่มจะยื่นร้องเอาผิดกับ กกต.เสียงข้างมาก ถือว่าไม่คุ้มกับราคาที่ต้องจ่าย

เท่ากับโหมไฟฮั้ว สว.ไม่ให้จบลงง่ายๆ เสียเอง!?

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์